Author Archives: connectx

แนะนำ 3 เทรนด์สำคัญของระบบ Customer Relationship Management ที่น่าจับตามองในปี 2022

Customer-Relationship-Management-System

3 เทรนด์สำคัญของระบบ Customer Relationship Management ที่น่าจับตามองในปี 2022 จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย

Customer-Relationship-Management-System

สำหรับการทำธุรกิจ “ข้อมูล” คือกุญแจสำคัญของการวางกลยุทธ์ทางการตลาด หากไม่มีเครื่องมือดีๆ คอยจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าในเชิงลึก ย่อมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ด้วยเหตุนี้ทุกธุรกิจจึงควรมีการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management) หรือระบบ CRM ในการจัดเก็บข้อมูล โดยในปี 2022 ที่จะถึงนี้ Customer Relationship Management Trend ได้มีแนวทางใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยวันนี้ Connect X ขอแนะนำ 3 เทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2022

1. การพัฒนาซอฟต์แวร์ของระบบ Customer Relationship Management ให้รองรับการใช้งานบนมือถือ

เริ่มต้นกันที่เทรนด์แรก คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโควิด-19 ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของทุกธุรกิจทั่วโลก ส่งผลให้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งได้มีการปรับเปลี่ยนให้พนักงานทำงานแบบ Work From Home ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกในการทำงานมีความติดขัด เนื่องจากต้องปรับตัวให้ชินกับระบบการทำงานแบบใหม่ แต่หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง หลายธุรกิจก็สามารถปรับตัวได้ดีขึ้น และเริ่มมีการยกระดับการทำงานให้สะดวกมากขึ้นผ่านการทำงานบน Cloud และการทำงานจากระยะไกล (Remote Working)

ทางฝั่งของระบบ CRM เองก็เริ่มมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยมีแนวโน้มว่าในปี 2022 จะมีการพัฒนาให้ซอฟต์แวร์ของระบบ CRM ให้เข้ามาอยู่บนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น เพื่อรองรับการทำงานระยะไกลและการทำงานแบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังคงเป็นที่ถูกจับตามองว่าจะมีความปลอดภัยในระดับใด  เพราะข้อมูลของลูกค้าเป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน และต้องได้รับการป้องกันในระดับสูง แต่ระบบความปลอดภัยของมือถือ สามารถถูกเจาะระบบได้ง่ายกว่าฮาร์ดแวร์แบบอื่น จึงต้องคอยดูกันต่อไปว่าในอนาคตจะมีบริษัทไหนสามารถแก้จุดอ่อนในเรื่องนี้ได้ และจะทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในความปลอดภัยได้หรือไม่

2. เพิ่ม AI เข้ามาในระบบ Customer Relationship Management

เทรนด์ต่อมาคือการเพิ่ม AI เข้ามาในระบบ Customer Relationship Management เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงแบ่งหมวดหมู่การจัดเก็บข้อมูลให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยการเพิ่ม AI เข้ามา ซึ่งข้อดีของ AI ไม่เพียงช่วยพัฒนาระบบ CRM ให้มีคุณภาพและใช้งานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยทุ่นแรงให้กับนักการตลาดมากขึ้นอีกด้วย เพราะไม่ต้องคอยจัดการข้อมูลด้วยตัวเองทั้งหมดอีกต่อไป แต่มี AI คอยคัดแยกและวิเคราะห์ให้ เรียกว่าเป็นเทรนด์สำคัญที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ถ้าหากไม่อยากตกเทรนด์นี้ต้องเลือกแพลตฟอร์มที่มี AI คอยช่วยเหลือในการใช้งานด้วยถึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด

3. เทคโนโลยีการจดจำเสียง การเก็บข้อมูลแนวใหม่ของระบบ Customer Relationship Management

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการจดจำเสียง (Voice Recognition) ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Alexa จาก Amazon หรือ Siri จาก Apple ส่งผลให้ในปี 2022 การจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ หรือความสนใจของลูกค้าอีกต่อไป แต่จะมีการจัดเก็บข้อมูลผ่านเทคโนโลยีการจดจำเสียงด้วย เนื่องจากการวิเคราะห์ผ่านน้ำเสียง จะทำให้คุณทราบถึงอารมณ์ความรู้สึก รวมถึงข้อมูลอีกหลายอย่างที่ละเอียดกว่าการเก็บข้อมูลในแบบเดิมๆ ถ้าอยากตามเทรนด์นี้ให้ทัน ควรเริ่มวิเคราะห์ความคุ้มค่าของเทคโนโลยีนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าธุรกิจของคุณควรใช้งานเทคโนโลยีนี้หรือไม่ และเทคโนโลยีนี้จะคุ้มค่ากับการลงทุนแค่ไหน ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณแล้ว

ระบบ CRM กับพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลที่ทุกธุรกิจต้องเตรียมตัวรับมือ

หลายคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบ CRM คือ การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า ผ่านการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดการปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลต่อการขาย และช่วยปรับปรุงให้ธุรกิจของคุณมีวิธีการขายที่ดีขึ้น เพื่อสร้าง Brand Royalty ให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าของเราอีกครั้ง ทว่าในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ประเทศไทยจะมีผลบังคับใช้พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ส่งผลให้ทุกธุรกิจไม่สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่คุณต้องเลือกแพลตฟอร์มผู้ให้บริการที่รองรับ PDPA ด้วย จะได้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต และสามารถผ่านเกณฑ์ PDPA ได้อย่างราบรื่น สำหรับใครที่อยากทราบข้อมูลวิธีการผ่านเกณฑ์ PDPA ให้ละเอียดขึ้น สามารถอ่านต่อได้ที่นี่

ส่วนใครที่กำลังมองหาแพลตฟอร์มที่พร้อมก้าวทันตามเทรนด์ในปี 2022  Connect X คือแพลตฟอร์มที่พร้อมรองรับ PDPA และมีเครื่องมือเก็บข้อมูลลูกค้าเอาไว้ในที่เดียวกัน (CDP) ที่มาพร้อมกับระบบ CRM ในตัว นอกจากนี้ยังมี Marketing Automation กับ AI อัจฉริยะที่คอยช่วยเรื่องการตลาดแบบอัตโนมัติด้วย ทุกคนจึงสามารถมั่นใจได้ว่า Connect X มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และพร้อมที่จะช่วยให้คุณทำการตลาดได้ง่ายขึ้น

บทความอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ระบบ CRM (Customer Relationship Management)

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

เผยเคล็ดลับทำการตลาด LINE Marketing อย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ

Line marketing

การตลาด LINE Marketing นั้นเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นทั้งกับผู้ประกอบการและธุรกิจต่างๆ แล้วแบรนด์ของท่านจะสร้างความประทับใจเหล่านั้นได้อย่างไร?

แอปพลิเคชัน LINE นั้นเป็นแอปสื่อสารที่อยู่คู่กับมือถือของคนไทยในยุคนี้แทบทุกคน สอดคล้องกับสถิติล่าสุดที่มีจำนวนผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 49 ล้านคน อีกทั้งเป็นแพลตฟอร์มที่ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง นักการตลาดและแบรนด์ต่างๆ เล็งเห็นว่า ”การตลาด LINE Marketing” นั้นสามารถสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แล้วแบรนด์ของท่านจะทำการตลาดผ่าน LINE ได้อย่างไร? Connect X จะมาบอกเคล็ดลับให้ทราบกันครับ

เริ่มต้นทำการตลาด LINE Marketing อย่างไรดี?

การเข้าถึงลูกค้าผ่าน LINE นั้นแน่นอนว่าต้องมีการสร้างบัญชี LINE Official Account  หรือ LINE OA หรือที่หลายคนเรียกกันจนเคยชินว่า “ไลน์แอด” ซึ่งเดิมทีก็เป็นเครื่องมือที่มีฟังก์ชันหลากหลายอยู่แล้ว เช่น การแชท คูปอง บัตรกำนัลส่วนลด ไปจนถึงการส่งคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์แบบ Personalized กับลูกค้าแต่ละคนได้ อีกทั้งยังใช้ตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อและความสนใจได้ด้วย

สรุปง่ายๆ ว่าการตลาด LINE Marketing นั้นคือการทำการตลาดผ่าน LINE Official Account ของแบรนด์นั่นเอง ที่ไม่ว่า SME หรือธุรกิจใหญ่ๆ ก็ทำได้

ทำไมต้องทำการตลาด LINE Marketing?

เพราะว่า LINE Official Account นั้นมีข้อดีต่างๆ มากมายที่ให้ประโยชน์กับแบรนด์อย่างไม่ต้องสงสัย ทาง Connect X จึงนำข้อดีอย่างคร่าวๆ มาบอกทุกท่าน ได้แก่

  • แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ทันทีผ่านแชทและฟังก์ชัน LINE OA ทำให้ง่ายต่อการดูแลความสัมพันธ์ลูกค้าและทำโฆษณาไปยังกลุ่มลูกค้าที่รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว (Retargeting)
  • สะดวกสบายสำหรับร้านและลูกค้าทั้งในแง่ของการพูดคุย สอบถามรายละเอียดสินค้า ไปจนถึงการปิดการขาย
  • ลูกค้าส่วนใหญ่รู้สึกว่า LINE เป็นช่องทางการพูดคุยกับแบรนด์ที่ง่ายที่สุด เพราะ LINE เป็นแอปพลิเคชันแชทที่ผู้คนคุ้นเคย จึงทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสามารถถามคำถามได้สะดวกและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ LINE ยังเป็นแพลตฟอร์มดัง ที่มีระบบ CRM ต่างๆ สามารถเชื่อมต่อได้อีกด้วย ซึ่ง Connect X ก็สามารถทำได้อย่างราบรื่นเช่นกันครับ

ทำการตลาด LINE Marketing อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น แอปพลิเคชัน LINE มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก และมีหลายกลุ่มเป้าหมาย Connect X จะมาบอกเคล็ดลับการทำการตลาดผ่าน LINE ให้ทุกท่านนำไปประยุกต์ใช้กับแบรนด์ของตน

1.เลือกใช้ฟังก์ชันให้ถูก

แอป LINE นั้นมีฟังก์ชันสำหรับการทำการตลาดมากมาย แบรนด์นั้นสามารถใช้เครื่องมือได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามเพื่อประสิทธิภาพในการทำการตลาด ขอแนะนำให้ เลือกใช้เฉพาะฟังก์ชันที่จำเป็นหรือเหมาะสมกับแบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น

  • Rich Menu – ส่วนแรกที่ลูกค้าเห็นเมื่อได้เพิ่มเพื่อนบน LINE OA ทางแบรนด์สามารถใส่เมนูหรือลิงก์ต่างๆ ได้ อาทิ รายละเอียดสินค้า บริการ วิธีการสั่งซื้อ ฯลฯ เพื่อเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า และแบรนด์ก็จะลดเวลาการเข้ามาตอบแชทอีกด้วย
  • Card Message – เครื่องมือมากประโยชน์ที่เหมาะสำหรับส่งข่าวสินค้าใหม่ โปรโมชัน และข้อมูลหลายๆ อย่าง ได้พร้อมๆ กัน และยังสามารถใส่ “ลิงก์” ไปยังเว็บไซต์ของแบรนด์ได้อีกด้วย
  • Reward Card & Coupon – เป็นฟังก์ชันสำหรับการจัดโปรโมชันที่เป็นประโยชน์ในการกระตุ้นการขาย เช่น ให้ลูกค้าสะสมแต้มมาแลก Reward Card หรือการแจกคูปองเพื่อให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือบริการ

2.ห้ามลืมช่วงเทศกาล

ในการทำ LINE Marketing นั้นหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือจังหวะในการส่งข้อความ หรือการ Broadcast เพราะหากทำบ่อยเกินไปก็อาจสร้างความรำคาญ แต่หากทำน้อยเกินไป ลูกค้าก็อาจจะลืมแบรนด์ของคุณไปง่ายๆ ซึ่งช่วงเทศกาลนั้นถือเป็นจังหวะเหมาะในการส่งข้อความการตลาดต่างๆ ให้กับลูกค้า เช่น Black Friday, 11.11, คริสต์มาส, วันปีใหม่ เป็นต้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้บริโภคต่างต้องการจับจ่ายใช้สอยกันนั่นเอง

3.สร้างโฆษณาบน LINE Ads Platform

เมื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมในแอป LINE ไว้ได้แล้ว ก็ต้องค้นหาลูกค้าใหม่ด้วย ซึ่งสิ่งที่นักการตลาดหลายท่านแนะนำก็คือ LINE Ads Platform แบรนด์สามารถยิง Ad ได้ทั้งในหน้าแชท LINE, บน Timeline, LINE TODAY หรือแม้กระทั่งแอป LINE TV ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ทั้งหมดก็เป็นเคล็ดลับเบื้องต้นสำหรับการทำ LINE Marketing และยังมีเคล็ดลับอีกมากมายด้วยกัน

Connect X เชื่อมต่อ LINE OA

การมีความสม่ำเสมอในการบริการเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อแบรนด์มีแอดมินหลายคนที่คอยสับเปลี่ยนกันตอบแชทลูกค้า บางครั้งก็อาจเกิดปัญหา “ไม่ได้คุยในเรื่องที่ค้างไว้” ทำให้ลูกค้ารู้สึกแย่และศูนย์เสียลูกค้าไปในที่สุด

ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วย Connect X แพลตฟอร์ม CDP (Customer Data Platform) ที่สามารถเชื่อมต่อกับ LINE สามารถให้แอดมินแชทพูดคุยผ่าน Connect X ได้โดยไม่ต้องสลับไปมา พร้อมระบบจัดการ Admin แบบครบวงจร พร้อมยังสามารถดู Report ของ Performance แต่ละคนได้ด้วย สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้อย่างครบถ้วน และมี Marketing Automation ที่จะแบ่งกลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจต่างกัน เพื่อส่ง Personalized Message เป็นแคมเปญหรือโปรโมชันที่ตรงกับความสนใจลูกค้าอย่างตรงจุดได้บน LINE และช่องทางยอดนิยมอื่นๆ อีกด้วย

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

Omni Channel คืออะไร ? ทำไมมีแล้วยอดขายพุ่ง

omni-channel

OmniChannel คืออะไร ? ทำไมมีแล้วยอดขายพุ่ง 

ในยุค Digital แบบนี้ทำให้หลายๆธุรกิจมีช่องทางในการขายสินค้าหลากหลายมากขึ้น ทั้ง Offline และ Online ทำให้การตลาดแบบ Omni-Channel คือ สิ่งที่เข้ามามีบทบาทและสามารถตอบโจทย์ในการทำการตลาดในยุคนี้มากที่สุด

วันนี้ Connect X จะพาทุกคนไปรู้จักกับ Omni-Channel Marketing แบบเห็นภาพมากขึ้นกันครับ

Omni-Channel คือการเชื่อมต่อทุกช่องทางเป็นหนึ่งเดียว ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ Shopping แบบไม่สะดุด

OmniChannel คืออะไร ?

OmniChannel คือ การรวมทุกช่องทางที่ลูกค้าติดต่อ Brand เข้ามาไว้ในที่เดียว ไม่ใช่แค่เฉพาะ Offline และ Online แต่ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน , Social Media ,Website, Application ต่างๆ ทำให้ไม่ว่าลูกค้าจะติดต่อมาจากช่องทางไหน ก็จะได้รับประสบการณ์เดียวกันแบบไร้รอยต่อนั่นเองครับ (Seemless Customer Experience)

นอกจากที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์แบบไร้รอยแล้ว การตลาดแบบ Omni-Channel สามารถช่วยธุรกิจดึงดูดลูกค้าจากช่องทาง Online ต่างๆ เช่น Facebook, Line, Instagram ให้มาปิดการขายที่หน้าร้าน หรือเปลี่ยนจากลูกค้าหน้าร้าน ให้ไป Shopping Online แบบง่ายๆ สำหรับใครที่ยังไม่เห็นภาพ Connect X ได้ยกตัวอย่างการทำ Omni-Channel Marketing แบบง่ายๆ ตามตัวอย่างด้านล่างเลยครับ

ตัวอย่าง Omni-Channel 

ขอยกตัวอย่าง Omni-Channel Marketing จากร้านขายสินค้าที่ต้องการเปลี่ยนจากลูกค้าหน้าร้าน ให้ไป Shopping Online แบบง่ายๆ กับครับ

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าผ่าน Omni-Channel ด้วยการ มอบส่วนลดท้ายใบเสร็จ 50% เพื่อดึงดูดลูกค้าจากช่องทาง Offline ให้ไปซื้อสินค้าในช่องทาง Online

หลังจากนั้นเมื่อลูกค้ามาซื้อที่สินค้าที่ช่องทาง Online แบรนด์ก็เริ่มเข้าใจพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าผ่านทาง Website และ Social Media ที่ลูกค้าได้ลงทะเบียนเข้ามา เมื่อรู้ว่าลูกค้า ชอบซื้อสินค้าอะไร ชอบดู Content แบบไหน ก็สามารถส่ง Promotion แจ้งเตือนสินค้าที่ลูกค้าสนใจได้ทันที

จากข้อมูลที่ได้มา เมื่อลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าที่หน้าร้านอีกครั้ง พนักงานก็สามารถแนะนำสินค้าและมอบบริการที่ลูกค้าชื่นชอบได้ ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้ด้วยการมอบประสบการณ์เป็นหนึ่งเดียวให้กับลูกค้าแบบไร้รอยต่อด้วยการตลาดแบบ Omni-Channel นั่นเองครับ

แล้วถ้าอยากเริ่มทำการตลาดแบบ Omni-Channel ต้องทำยังไงล่ะ?

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำ Omni-Channel Marketing คือ Marketing Platform นั่นเองครับ

ซึ่ง Marketing Platform ที่จะเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าแบบ Omni-Channel ได้นั้น

จำเป็นต้องมี 2 ส่วนที่ขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือ

1. CDP หรือ Customer Data Platform คือ เครื่องมือที่ช่วยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า จากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Social Media เช่น Facebook, Line, Instragram และมาพร้อมกับ API ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้ากับระบบอื่นๆ เช่น CRM, POS เป็นต้น เมื่อมี CDP ที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าได้แบบครบทุกช่องทางที่ลูกค้าติดต่อมาแล้วจะทำให้สามารถเห็นข้อมูลลูกค้าได้แบบ 360° และตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเองครับ (Customer Single View)

2. Marketing Automation คือ เครื่องมือทำการตลาดแบบอัตโนมัติ ทำให้แบรนด์สามารถเลือกกลุ่มลูกค้า และสร้าง Customer Journey ส่งแคมเปญการตลาดผ่านช่องทางต่างๆได้แบบ Personalized เช่น ส่ง SMS, Email ,Facebook Message, Line ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์แบบ Omni-Channel ครับ

เมื่อแบรนด์มีเครื่องมือในการช่วยทำการตลาดครบวงจรทั้ง CDP และ Marketing Automation แล้วก็จะทำให้แบรนด์สามารถรู้ใจลูกค้ามากขึ้น และ สร้างแคมเปญการตลาด ส่ง Promotion ตอบโจทย์ ถูกใจลูกค้ามากขึ้น ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อซ้ำๆ เพื่อจะได้รับประสบการณ์ดีๆ การตลาดแบบ Omni-Channel ไม่ใช่แค่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มลูกค้าประจำให้กลับมาซื้อซ้ำๆอีกด้วย

Omni-Channel Marketing คือสิ่งที่ตอบโจทย์การตลาดในยุค Digital ในการดึงดูดลูกค้าจาก Facebook, Line, Instagram ให้มาปิดการขายที่หน้าร้าน หรือเปลี่ยนจากลูกค้าหน้าร้านให้ไป Shopping Online แบบง่ายๆ

✅  สร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อ

✅  ประหยัดงบด้วยการทำโฆษณาที่ตรงใจ

✅  เพิ่มยอดขายแบบไม่มีสะดุด

✅  ทำให้ลูกติดหนึบจนไม่อยากไปไหน ด้วยการตลาดแบบ Omni-Channel

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

Posted in Uncategorized

CDP คืออะไร? แนะนำเครื่องมือทางการตลาดที่ทุกแบรนด์ควรมี

CDP-คือ-อะไร

แนะนำว่า CDP หรือ Customer Data Platform คืออะไร สามารถเก็บข้อมูลอะไรได้บ้าง มีประโยชน์ที่จะช่วยเหลือแบรนด์ได้อย่างไร พร้อมแนะนำ Platform ของ Connect X ว่าน่าใช้อย่างไร

CDP-คือ-อะไร

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเพิ่มยอดขายและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Lyoalty) ได้นั้น จะต้องใช้เครื่องมือทางการตลาดที่เหมาะสม ซึ่งอาศัยการบริการแบบเฉพาะเจาะจงและการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างตรงจุด นับเป็นกระแสการตลาดที่มาแรงสุดๆ ในปี 2022 เพราะประสบการณ์ของลูกค้านั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นปัจจัยช่วยให้เกิดการตัดสินใจเลือกใช้บริการสินค้าต่างๆ ได้มากขึ้น แบรนด์ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดที่สุด ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

วันนี้ Connect X ขอแนะนำ CDP หรือ Customer Data Platform เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้แบรนด์ให้สามารถเพิ่มยอดขาย สร้างการบริการที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคได้ ไม่ว่าจะดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาใช้บริการ หรือรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

CDP คืออะไร?

CDP หรือ Customer Data Platform คือเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง ในลักษณะของ Digital Platform ที่ช่วยรวบรวมข้อมูล (Data) ของลูกค้าจากทุกช่องทางมาไว้ในที่เดียวกัน สามารถวิเคราะห์ข้อมูลทำให้นักการตลาดรู้ลึกถึง Customer Insight จึงทำให้สามารถสร้างกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย รวมทั้งยังสามารถทำการตลาดแบบ Personalized Marketing ได้อย่างแม่นยำ

CDP (Customer Data Platform) เก็บข้อมูลแบบไหนได้บ้าง

  • ข้อมูลธุรกรรมและคำสั่งซื้อ – รวบรวมข้อมูลจากระบบการซื้อขาย E-Commerce จากแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งสามารถเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งาน หรือความสนใจต่อสินค้าได้ เช่น สนใจสินค้าประเภทใด ไม่สนใจสินค้าประเภทใด และสินค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ เป็นต้น
  • ข้อมูลด้านพฤติกรรมบนเว็บไซต์และมือถือ – สามารถเก็บข้อมูลของสินค้า การบริการ และหมวดหมู่ของสินค้าได้จากการเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือเมื่อลูกค้ามีการปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์เหล่านั้นด้วยการคลิกดูเพิ่มเติม หรือใช้ระยะเวลารับชมสินค้า และอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้นักการตลาดวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตได้
  • ข้อมูลส่วนบุคคล – เช่น เพศ อายุ อาชีพ รายได้ ไลฟ์สไตล์ เป็นต้น ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากขึ้น แต่ต้องเป็นไปตามความยินยอมของลูกค้า และปฏิบัติตามข้อกำหนดของ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • ข้อมูลสินค้าและบริการ – การเก็บข้อมูลด้านราคาและสินค้าภายในคลัง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการ และสามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ข้อดีของ CDP มีอะไรบ้าง ช่วยแบรนด์ได้อย่างไร?

  • รวบรวมข้อมูลให้เป็นหนึ่งเดียว

ไม่ว่าแบรนด์ของคุณจะมีแพลตฟอร์มหรือช่องทางในการขายมากแค่ไหน CDP จะช่วยรวบรวมข้อมูลในทุกๆ ช่องทางมาไว้ในที่เดียว  ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือสื่อโซเชียลอย่าง LINE, Facebook และ Instagram โดยนำมาจัดเรียงให้เป็นกลุ่มอย่างมีระเบียบ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน และประหยัดเวลาในการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า

  • เพิ่มยอดขายได้อย่างเห็นผล

เมื่อแบรนด์ของคุณมีข้อมูลของลูกค้า เช่น ข้อมูลติดต่อ ข้อมูลพฤติกรรมและความสนใจแล้ว ก็สามารถพัฒนากิจกรรมทางการตลาดได้อย่างตรงจุดแบบ Personalized และตอบสนองต่อกระแสที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น และไม่ละทิ้งลูกค้าเดิมไว้ข้างหลัง

  • ผลักดันศักยภาพในการแข่งขัน

ทุกวันนี้ใครๆ ก็หันมาทำการตลาดแบบออนไลน์ แต่ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งหากแบรนด์ของคุณมีข้อมูลในมือก็สามารถทำให้วางกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคได้เหนือกว่าคู่แข่ง

  • กระตุ้นความภักดีต่อแบรนด์

หากสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ โอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อใหม่ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และถ้าหากสามารถให้บริการแบบเฉพาะเจาะจงจะยิ่งสร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมมาทำให้เกิดการตลาดแบบ Personalize Marketing ให้ความรู้สึกพิเศษ ซึ่งความภักดีต่อแบรนด์ก็จะค่อยๆ ก่อตัวมากยิ่งขึ้น

  • สร้างการบริการที่มีประสิทธิภาพ

เมื่อมีข้อมูลก็สามารถตอบสนองการบริการและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ กล่าวคือตั้งแต่การเริ่มโฆษณา ขั้นตอนการซื้อขาย และการบริการหลังการขาย รับรองว่าสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน

สุดยอด Customer Data Platform จาก Connect X

การรวบรวม วิเคราะห์ และปรับใช้ข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องมี CDP (Customer Data Platform) ที่ดี ใช้งานง่าย ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของแบรนด์ได้ ซึ่ง Connect X เป็น CDP Platform ที่ครบครันและตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด โดยมีตัวอย่างฟีเจอร์ที่เป็นประโยชน์ต่อแบรนด์มากมาย อาทิ

  • Real-time Marketing Automation ช่วยให้แบรนด์ของคุณสามารถสร้าง Customer Journey พร้อมบริการส่ง SMS, Email Marketing และการยิงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ แบบอัตโนมัติ เช่น Facebook, Line, Twitter, Instragram หรือ Pantip ได้แบบ Real-Time อีกด้วย
  • Customer Single View ช่วยให้มองเห็นภาพรวมทุกการเชื่อมต่อของลูกค้ากับแบรนด์ในมุมมองเดียว และสามารถสื่อสารทางการตลาดได้อย่างเฉพาะเจาะจงและแม่นยำ ไม่ว่าลูกค้าจะติดต่อมาจากช่องทางออนไลน์ ออฟไลน์ หรือ Omni-Channel
  • API-Connect ช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อ (Integrate) กับทุกฐานข้อมูลลูกค้าในระบบหลังบ้านเพื่อเข้าถึงทุกข้อมูลของลูกค้าแบบศูนย์กลางเดียว เช่น พฤติกรรมการซื้อสินค้า แคมเปญโปรโมชันที่ลูกค้าแต่ละคนชื่นชอบ สินค้าที่ซื้อเป็นประจำ เป็นต้น
  • ระบบ AI ที่ช่วยให้แบรนด์รู้ใจลูกค้าถึง Insight ช่วยจัดลำดับลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้าสูงที่สุด ทำให้แบรนด์สามารถทำแคมเปญการตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

Omni Channel Marketing กลยุทธ์ทางการตลาดที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2023

Omni-Channel-Marketing

Omni Channel Marketing คืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ทำไมถึงเหมาะกับปี 2022 มาหาคำตอบไปพร้อมกันในบทความนี้ ที่ Connect-X

Omni-Channel-Marketing

Omni Channel Marketing กลยุทธ์ทางการตลาดที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2023

การซื้อขายผ่านช่องทางใดช่องทางเดียว อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคปัจจุบันอีกต่อไป เนื่องจากตัวเลือกที่มีมากขึ้น การขายผ่านหน้าร้านเพียงอย่างเดียวทำให้ยอดขายตก ขายได้ไม่มากเหมือนแต่ก่อน หลายๆ แบรนด์จึงหันมาปรับตัว โดยเปลี่ยนไปขายสินค้าและบริการในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะขายสินค้าและบริการในตลาดโลกออนไลน์ ก็อาจไม่สามารถให้ประสบการณ์กับลูกค้าได้เพียงพอ และยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง อาทิ ไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพสินค้าหรือทดลองใช้สินค้าได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ทันที แม้จะมีกลยุทธ์การตลาดที่ดีแค่ไหน แต่สามารถรวบรวมช่องทางการซื้อขายให้กับลูกค้าได้ ย่อมดีต่อธุรกิจอย่างแน่นอน

วันนี้ Connect X ขอแนะนำ Omni Channel Marketing กลยุทธ์การตลาดที่จะเข้ามาช่วยธุรกิจของคุณไม่ว่าจะมีประเภทธุรกิจแบบใด มีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ Omni Channel Marketing จะช่วยเพิ่มยอดขายและให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถดึงลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่ม พร้อมสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าเก่าด้วยประสบการณ์การใช้งานที่ดี อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีและน่าจดจำอีกด้วย

Omni Channel คืออะไร 

Omni Channel คือ กลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบหนึ่งที่เป็นการ “ผสาน” ช่องทางการสื่อสารและการให้บริการลูกค้าเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยมีการเชื่อมโยงกันทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหน้าร้าน ผ่าน Social Media, Website, Email, แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยมีการเก็บข้อมูลการใช้งาน ความพึงพอใจ ประวัติการสั่งซื้อจากทุกช่องทางเข้ามาไว้เป็นข้อมูลกลางที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เพื่อให้ธุรกิจร้านค้าสามารถนำข้อมูลไปศึกษาและวิเคราะห์ พัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าแบบ Personalized ได้ง่ายขึ้น และไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการจากช่องทางไหน ก็จะได้รับประสบการณ์แบบไร้รอยต่อได้นั่นเอง (Seamless Customer Experience)

กล่าวคือการใช้ Omni Channel Marketing จะช่วยให้ธุรกิจร้านค้าของคุณ มีความสามารถในการตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด โดยเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการได้หลากหลายช่องทาง รวมทั้งแพลตฟอร์ม Omni Channel ต่างๆ ยังเชื่อมโยงข้อมูลของลูกค้าอย่างรอบด้านผ่านทุกช่องทางการขาย ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลของสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ก่อน แล้วไปทดลองใช้งานหรือขอดูตัวอย่างสินค้าจริงได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจและซื้อได้ทันที โดยพนักงานหน้าร้านจะได้รับข้อมูลของลูกค้ามาแบบเดียวกันกับพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าออนไลน์ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลที่ธุรกิจควรเลือกใช้แพลตฟอร์มการตลาดแบบ Omni Channel

  • User Quality Data มีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างละเอียด และเชื่อมต่อข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดให้เกิด Conversation Rate ที่สูงขึ้นและสร้าง Hyper-Personalization เพื่อประสบการณ์ของผู้บริโภค
  • Create Consistency Across Channel – สามารถสร้างมั่นคงและเชื่อมโยงการสื่อสารกับลูกค้าได้ทุกช่องทางแบบเรียลไทม์
  • Drive Revenue – ช่วยเพิ่มยอดขายให้สูงขึ้น เนื่องจากมีช่องทางให้เข้าถึงมากมาย จึงเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และยังช่วยเปลี่ยนลูกค้าใหม่ให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  • Improve Customer Experience – ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้บริโภคให้ดีกว่าเดิม โดยที่ผู้บริโภคสามารถเลือกดูข้อมูลเพิ่มเติมจากช่องทางที่หลากหลายเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สามารถสั่งซื้อและชำระเงินได้ง่ายหลากหลายช่องทางตามความสะดวกของแต่ละคน
  • Increase Brand Loyalty – สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์และกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อได้มากยิ่งขึ้นได้มากขึ้น เนื่องจากมีการรีวิวสินค้าจากหลายช่องทาง

สุดยอด Platform ที่ตอบโจทย์ Omni Channel Marketing พร้อมฟีเจอร์สุดปัง

การใช้ Omni Channel Marketing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องมี แพลตฟอร์ม อย่างเช่น CDP (Customer Data Platform) ที่ช่วยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง และ Marketing Automation ที่เครื่องมือทำการตลาดแบบอัตโนมัติ ซึ่ง Connect X เป็นแพลตฟอร์มที่ครบครันและตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจแบบ Omni Channel ได้มากที่สุด

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

จริงหรือไม่? 3 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PDPA เปลี่ยนความคิดด่วน

สรุป-กฎหมาย-PDPA

เพราะข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ กฎหมาย PDPA จึงเกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่หลายคนก็ยังสงสัยหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PDPA อยู่ ดังนั้นมาไขข้อสงสัยกันดีกว่า

พอกฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) ได้ประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการขอความยินยอมในการเก็บข้อมูล การจัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัว การนำข้อมูลไปใช้ ไปจนถึงการกำกับดูแลข้อมูล

สำหรับการขอความยินยอมหรือ Consent เพื่อเก็บข้อมูลจากลูกค้าถือเป็นกุญแจสำคัญในการทำ Digital Marketing ซึ่งหลากหลายธุรกิจต่างก็ต้องหาข้อมูลอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับข้อห้าม PDPA ว่าอะไรที่สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ แต่สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษาก็ต้องเจอกับรายละเอียดข้อมูลมากมายที่อาจทำให้สับสนได้ง่ายๆ

3 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PDPA ต้องเคลียร์ ไม่ให้สับสน

เชื่อว่าทั้งผู้บริโภคและเจ้าของธุรกิจหลายๆ คนยังมีเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PDPA อยู่ไม่น้อย ดังนั้น Connect X จะมาไขข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับพ.ร.บ. ฉบับนี้ให้กระจ่าง ตามมาดูกันได้เลย!

1. ข้อห้าม PDPA มีเพียงผู้ประกอบการหรือธุรกิจเท่านั้นที่ต้องทำตาม

จากชื่อ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หลายคนจึงเข้าใจว่ามีเพียงแค่ธุรกิจเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบและต้องปฏิบัติตามข้อบังคับต่างๆ ของ PDPA อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่ากฎหมายนี้ให้การคุ้มครองข้อมูลอย่างครอบคลุม เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเจ้าของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร อีเมล เลขบัตรประชาชน ข้อมูลลายนิ้วมือ เลขบัญชีธนาคาร หรือข้อมูลอื่นๆ ที่สามารถใช้ระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์

โดยการบังคับใช้ PDPA มีผลกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Collector) และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) พูดง่ายๆ ว่าทั้งภาครัฐ เอกชน กิจการ และผู้บริโภคต่างก็ต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายนี้ด้วยกันทั้งหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในกรณีที่ซื้อสินค้าออนไลน์แล้วมีการติดต่อพ่อค้าแม่ค้าโดยตรง เราจะได้เลขบัญชีเพื่อโอนจ่ายเงิน จากนั้นต้องแจ้งสลิป พร้อมชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร สำหรับจัดส่งสินค้า ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เท่ากับว่าพ่อค้าแม่ค้าและเราก็ต้องปฏิบัติตาม PDPA ทั้งคู่ ไม่นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้น

2. ธุรกิจต้องได้รับความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลทุกครั้ง

สำหรับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA ในมาตรา 24 ซึ่งมีหลักการเกี่ยวกับเรื่องความยินยอม (Consent) ก่อนที่แบรนด์หรือนักการตลาดจะนำข้อมูลไปเก็บในระบบ CRM หรือนำไปประกอบแคมเปญต่างๆ ก็ต้องขอความยินยอมก่อน เช่น การขอ Cookie Consent เพื่อจัดเก็บไฟล์คุกกี้และข้อมูลของผู้เข้าชมเว็บไซต์ แต่ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะต้องขออนุญาตทุกครั้งที่ต้องเก็บข้อมูล

ในความจริงแล้ว เจ้าของข้อมูลต้องให้ความยินยอม (Consent) ต่อผู้ควบคุมข้อมูลตามที่แจ้งไว้ตั้งแต่แรกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น อาทิ เมื่อสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน หลังจากกรอกรายละเอียดแล้ว จะมีข้อความหรือเอกสารให้อ่านพร้อมปุ่มกด “ยินยอม” หรือ “ยอมรับ” เพื่ออนุญาตให้ธุรกิจเก็บรวบรวมข้อมูลนั่นเอง ซึ่งจะเป็นการทำเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องกดยินยอมทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ระบบ สำหรับมุมมองของธุรกิจนั้น การขอความยินยอมเพียงครั้งเดียวนี้ก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้งานหรือลูกค้าได้ต่อเนื่องและมีฐานข้อมูลครบถ้วน สามารถใช้ในการทำการตลาดหรือเพื่อปรับปรุง Marketing Automation ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีต่างๆ ที่ข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมได้ โดยได้รับข้อยกเว้น PDPA หรือไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมดังนี้

  • กรณีป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมูล รวมไปถึงการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น ป้องกันโรคระบาด ซึ่งผู้ควบคุมสามารถเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอม
  • การปฏิบัติตามสัญญา ไม่ต้องขอความยินยอม
  • ปฏิบัติภารกิจของรัฐ ตามมาตรา 24(4) หากจำเป็นต่อการดำเนินภารกิจของรัฐเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการใช้อำนาจรัฐ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการนั้น ไม่ต้องขอความยินยอม อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ต้องขอความยินยอม แต่ผู้ควบคุมยังคงมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และคำนึงถึงความได้สัดส่วนความจำเป็นในการใช้ข้อมูล และผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ต้องขอความยินยอม มาตรา 24(6)

3. การโพสต์รูปโซเชียลโดยมีใบหน้าผู้อื่นติดมาด้วย ถือว่าผิดกฎหมาย PDPA

ใจความสำคัญของ PDPA คือการปกป้องความเป็นส่วนตัว ซึ่งก็รวมไปถึงรูปถ่ายหรือวิดีโอที่มีใบหน้าของเจ้าของข้อมูลด้วย หลายคนเข้าใจว่าการที่ใครสักคนโพสต์รูปบนโซเชียลแล้วมีใบหน้าเราติดไปถือว่าเป็นการละเมิดพ.ร.บ. ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ “ผิด” จนกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลกันไปแล้ว

จริงๆ แล้ว การที่ผู้ถ่ายรูปหรือคลิปวิดีโอบังเอิญถ่ายติดใบหน้าของคนอื่นไปโดยไม่ได้เจตนา หรือไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกถ่ายก็สามารถทำได้โดยไม่ผิดหลัก PDPA ส่วนในกรณีที่ได้นำรูปถ่ายหรือคลิปไปโพสต์บนโซเชียลก็สามารถทำได้ ถ้าเป็นการทำเพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว ไม่นำไปใช้เพื่อผลประโยชน์หรือทำกำไร และทำให้เจ้าของข้อมูลเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือทำให้เกิดอันตราย

เรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนกังวลว่า หากถ่ายติดใบหน้าคนอื่นจะเป็นการทำผิดพ.ร.บ. หรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นการติดภายในบริเวณบ้านเพื่อรักษาความปลอดภัย ก็ไม่จำเป็นต้องทำป้ายแจ้งเตือน หมดห่วงได้เพราะไม่ผิดต่อข้อกฎหมายแน่นอน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อสงสัยหลักๆ ที่หลายคนยังมีอยู่ หวังว่าบทความนี้จะสามารถไขข้อสงสัยได้ไม่มากก็น้อย สำหรับธุรกิจและเจ้าของแบรนด์ทุกท่านต้องไม่ลืมที่จะค้นหา “เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล” หรือ “Data Protection Officer (DPO)” เพื่อเข้ามาดูแลกฎหมาย PDPA ภายในองค์กรและตรวจสอบนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า

ที่สำคัญ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบรนด์ควรมีระบบ CDP หรือระบบ CRM ที่เป็นไปตาม PDPA เพื่อรักษาและปกป้องข้อมูลของลูกค้า รวมถึงเป็นการหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องที่อาจเกิดขึ้นได้หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นนั่นเอง

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM หรือต้องการคำปรึกษา ทาง Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

ห้ามพลาด! รวม 8 คำถามน่ารู้เกี่ยวกับ PDPA

พรบ-PDPA

Connect X จะมาตอบทุกคำถามที่หลายคนคาใจเกี่ยวกับ PDPA คืออะไร ให้ทุกคนเข้าใจและระมัดระวังกันมากยิ่งขึ้น

พรบ-PDPA

สำหรับการประกาศใช้ พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ทำให้หลายๆ คน เริ่มตระหนักและอยากรู้จักกับ PDPA ให้มากยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของผู้บริโภคที่ต้องการรักษาสิทธิ์ส่วนตัว และผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องการนำข้อมูลของลูกค้ามาใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีกระแสบนโลกออนไลน์หลากหลายแง่มุม จึงยิ่งทำให้ใครหลายๆ คน เกิดความสงสัยและเกิดคำถามเกี่ยวกับ PDPA อย่างมากมาย

วันนี้ Connect X จึงขอมาอาสามาตอบ 8 คำถามยอดฮิตที่คาใจเกี่ยวกับ PDPA เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบ เข้าใจ และนำไปปรับใช้งานได้จริง

1. PDPA คืออะไร?

พรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ กฎหมาย PDPA (Personal Data Protection Act) คือ กฎหมายที่ช่วยคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคในทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ (Online) หรือออฟไลน์ (Offline) จากองค์กรทั้งในและต่างประเทศ หากธุรกิจหรือองค์กรใดต้องการจัดเก็บหรือนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคไปใช้ประโยชน์จะต้องได้รับความยินยอม (Consent) จากเจ้าของข้อมูลก่อน ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิ์ในการฟ้องร้องหากถูกละเมิดกฎหมายดังกล่าวได้อีกด้วย

2. PDPA มีผลกับใครบ้าง?

พูดได้อย่างเต็มปากว่า PDPA มีผลกับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ขององค์กรหรือผู้ประกอบการ ผู้บริโภค รวมถึงประชาชนทั่วไป เพราะหากมีการนำข้อมูลของผู้อื่นไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดข้อมูล ภาพถ่าย วิดีโอ ก็จะครอบคลุมอยู่ในกฎหมาย PDPA ซึ่งบุคคลหรือองค์กรที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว จะแบ่งออกเป็น

  • เจ้าของข้อมูล (Data Subject)
  • ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller)
  • ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor)

3. PDPA คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้านไหน?

ข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data) ที่กฎหมาย PDPA จะครอบคลุมนั้นมีอยู่มากมาย ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานไปจนถึงข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ซึ่งประกอบไปด้วย ชื่อ – นามสกุล, เลขประจำตัวประชาชน, เลขหนังสือเดินทาง, เลขใบอนุญาตขับขี่, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, อีเมล, การศึกษา, เพศ, อาชีพ, รูปถ่าย, ข้อมูลทางการเงิน, ทะเบียนรถยนต์, โฉนดที่ดิน, ทะเบียนบ้าน

ในส่วนของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตก็ครอบคลุมไปถึงข้อมูลที่สามารถใช้ระบุตัวตนได้ อาทิ Username/Password, Cookies IP Address, GPS Location เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน (Sensitive Personal Data) อย่างข้อมูลทางการแพทย์หรือสุขภาพ, ข้อมูลทางพันธุกรรมและไบโอเมทริกซ์, เชื้อชาติ, ความคิดเห็นทางการเมือง, ความเชื่อทางศาสนาหรือปรัชญา, พฤติกรรมทางเพศ, ประวัติอาชญากรรม, ข้อมูลสหภาพแรงงาน เป็นต้น

เห็นได้ว่า PDPA นั้นเป็นกฎหมายที่สามารถคุ้มครองข้อมูลด้านต่างๆ ของแต่ละบุคคลได้อย่างครอบคลุมเลยทีเดียว

4. ในเมื่อ PDPA มีผลอย่างเป็นทางการแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ข้อเปลี่ยนแปลงสำคัญอย่างแรกคือ ผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูลจะได้รับการคุ้มครองมากขึ้น และมีสิทธิ์ในการควบคุมการประมวลผลข้อมูล รวมถึงสามารถเรียกร้องหรือฟ้องร้องได้ หากได้รับความเสียหายในกรณีที่มีบุคคลหรือหน่วยงานนำข้อมูลของตนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ส่วนผู้ที่นำข้อมูลไปใช้ อย่างภาคธุรกิจ องค์กร หน่วยงาน และบุคคล จะต้องขออนุญาตและระมัดระวังในการใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด และไม่ทำให้เจ้าของข้อมูลเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง

ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้จะต้องทำตามข้อกำหนด ดังนี้

  • ต้องจำกัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพียงเท่าที่จำเป็น
  • การประมวลผลข้อมูลต้องมีวัตถุประสงค์ ซึ่งมีฐานกฎหมายตามที่ พรบ. กำหนดรองรับ เช่น เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา สิทธิ์อันชอบธรรม และหากเป็นการประมวลผลด้วยฐานความยินยอมต้องได้รับความยินยอมก่อน
  • ต้องอธิบายและแจ้งรายละเอียดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของข้อมูลทราบ
  • ต้องมีการรับประกันความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูล
  • หากมีข้อมูลรั่วไหลต้องทำการแจ้งเตือนให้เจ้าของข้อมูลทราบ รวมถึงแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะมีการประเมินความเสียหาย และวิธีการเยียวยาเจ้าของข้อมูล

5. ถ่ายภาพหรือวิดีโอแล้วติดบุคคลอื่นผิดหรือไม่?

ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการถ่ายภาพหรือวิดีโอที่มีหน้าของบุคคลอื่นติดมาด้วยนั้น สามารถแยกได้เป็น 3 กรณี ดังนี้

  1. กรณีที่ถ่ายภาพและวิดีโอติดบุคคลอื่นโดยไม่เจตนาหรือไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย – ถือว่าสามารถทำได้หากใช้เพื่อวัตถุประสงค์ส่วนตัว และหากมีการนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องไม่ใช้เพื่อการแสวงหากำไรทางการค้าและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
  2. กรณีภาพของกล้องวงจรปิดถ่ายติดบุคคลอื่น – หากติดภายในบ้าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องมีป้ายแจ้งเตือน แต่หากเป็นกรณีที่ติดตั้งในที่สาธารณะ หน่วยงาน องค์กร ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า จะต้องติดป้ายประกาศหรือสติกเกอร์เพื่อแจ้งให้ทราบว่ามีกล้องวงจรปิดและมีการบันทึกข้อมูล เพื่อเป็นการแจ้งให้ผู้คนรับทราบ
  3. กรณีของกล้องหน้ารถยนต์ – ไม่จำเป็นต้องติดประกาศแจ้งให้ทราบ หากนำภาพหรือวิดีโอที่มีบุคคลอื่นไปใช้โดยไม่ส่งผลกระทบหรือความเสียหายต่อบุคคลในภาพ/วิดีโอนั้นสามารถทำได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ทางการค้า สร้างรายได้ สร้างความอับอาย ความเสียหาย หรือใช้ในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ส่วนตัว

6. เจ้าของข้อมูลต้องให้ความยินยอมทุกครั้งก่อนนำข้อมูลไปใช้หรือไม่? 

โดยปกติหากนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้จะต้องขออนุญาตเจ้าของข้อมูลก่อนทุกครั้ง แต่ PDPA มีข้อยกเว้นที่สามารถนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งเป็นกรณีดังนี้

  • เป็นการทำตามสัญญา เช่น เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน E-Commerce ที่ต้องใช้ชื่อและที่อยู่ในการส่งพัสดุให้ลูกค้า หรือเป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การเป็นสมาชิกหรือ Subscription Service ที่ต้องใช้ข้อมูลบัตรเครดิต เป็นต้น
  • เป็นการใช้ที่มีกฎหมายให้อำนาจ
  • เป็นการใช้เพื่อรักษาชีวิตและ/หรือ ร่างกายของบุคคล รวมถึงป้องกันอันตราย และการป้องกันโรคระบาด
  • เป็นการใช้เพื่อการค้นคว้าวิจัยทางสถิติ
  • เป็นการใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • เป็นการใช้เพื่อปกป้องผลประโยชน์หรือสิทธิ์ของตนเอง
  • เป็นการใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารประวัติศาสตร์
  • เป็นการใช้เพื่อประมวลผลเชิงเนื้อหาสำหรับสื่อมวลชน ซึ่งต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเป็นประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

ทั้งนี้ หลักการข้างต้น อาจเปลี่ยนแปลงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นกรณีๆ ไป ถึงไม่ต้องขอความยินยอม แต่ผู้ควบคุมข้อมูลยังต้องรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและคำนึงถึงสัดส่วนความจำเป็นของการใช้ข้อมูล และผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล

7. เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิ์อะไรเกี่ยวกับข้อมูลของตนบ้าง?

  • สิทธิ์ในการถอดถอนความยินยอมในกรณีที่ได้ให้ความยินยอมไว้
  • สิทธิ์ได้รับการแจ้งให้ทราบรายละเอียด (Privacy Notice)
  • สิทธิ์การขอเข้าถึงและการขอสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิ์ขอให้โอนข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิ์คัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้งาน หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิ์ขอให้ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
  • สิทธิ์ขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิ์ขอให้แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล
  • สิทธิ์ในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่มีการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประกาศที่ออกตามกฎหมาย PDPA

8.หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA จะเป็นอย่างไร?

สำหรับผู้ที่นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) และผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) จะมีโทษทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ความรับผิดทางแพ่ง ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอาจต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นอีก โดยสูงสุดไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริง
  • โทษทางอาญา จำคุกสูงสุดไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • โทษทางปกครอง ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท

จากที่ Connect X ได้พาเจอคำตอบของคำถามต่างๆ เกี่ยวกับกฎหมาย PDPA กันให้มากยิ่งขึ้นจากคำถามทั้ง 8 ข้อกันไปแล้ว น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยของใครหลายๆ คน และช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับ PDPA มากขึ้น รวมถึงตระหนักถึงความสำคัญของการนำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้กันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในมุมของประชาชนทั่วไปที่เป็นผู้บริโภคหรือภาคธุรกิจก็ตาม

หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล และส่งผลกระทบต่อองค์กรเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ องค์กรหรือธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด จะช่วยเสิรมสร้างน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อีกด้วย สำหรับใครกำลังมองหาตัวช่วยที่ปลอดภัยและสะดวกสบายอยู่นั้น Connect X เป็นแพลตฟอร์ม Customer Data Platform (CDP) ที่รองรับกฎหมาย PDPA และได้รับมาตรฐานการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ISO27001 ซึ่งสามารถช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียวกัน และยังมี Marketing Automation ที่ช่วยทำการตลาดแบบอัตโนมัติ เพื่อให้ธุรกิจนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมความปลอดภัยและมีขั้นตอนการขออนุญาตเก็บข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างแน่นอน

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

มารู้จัก 3 ข้อดีของระบบรวมแชทที่คุณไม่เคยรู้ ผู้ประกอบการธุรกิจไม่ควรพลาด!

Social-Chats

Connect X พาผู้ประกอบการธุรกิจมือใหม่ทุกคนมารู้จักกับ 3 ข้อดีของระบบรวมแชท บอกเลยว่าถ้าอยากทำงานง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด ต้องใช้ระบบรวมแชทเข้าช่วย

ในปี 2023 ที่จะถึงนี้ต้องยอมรับว่าหลากหลายธุรกิจของคนไทยเตรียมลงสนามแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจการค้าขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ต้องลงทุนทั้งในเรื่องของตัวสินค้าเพียงอย่างเดียวไม่พอ แต่ยังต้องทำการตลาดออนไลน์ให้ดีอีกด้วย และแน่นอนว่าหากผู้ประกอบการท่านใดที่รู้จักการหาตัวช่วยดีๆ ให้กับธุรกิจได้ก่อน ก็มีโอกาสที่จะแซงนำหน้าคู่แข่งในตลาดได้ง่ายมากขึ้น

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสพบเจอกับการแข่งขันที่สูงเพิ่มขึ้นคงหนีไม่พ้นธุรกิจการขายของออนไลน์ ที่ในปัจจุบันการขายของให้กับลูกค้าตัดสินกัน ”เพียงไม่กี่ตัวอักษรในกล่องข้อความ” ยิ่งเป็นร้านที่กำลังอยู่ในความสนใจ มีลูกค้าเยอะ ทำให้เวลาตอบแชทลูกค้าบางครั้งก็ต้องตอบหลายช่องทาง เผลอตอบผิดแชทไปครั้งเดียว ก็มีโอกาสพานทำให้ลูกค้าอารมณ์เสียและพลาดยอดขายสินค้าไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จึงมีระบบรวมแชทที่เข้ามาช่วยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคใหม่ ช่วยให้ร้านทำงานง่ายขึ้น ขายของได้คล่องตัวแถมยังได้ใจลูกค้าอีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้ Connect X จะพามาดูข้อดีของระบบรวมแชทกัน ผู้ประกอบการมือใหม่ที่อยากทำงานง่ายขึ้นและมีโอกาสเพิ่มยอดขายได้แบบก้าวกระโดดต้องห้ามพลาด ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

ระบบรวมแชทคืออะไร?

ระบบรวมแชทถือเป็นหนึ่งในโซลูชันใหม่ที่เข้ามาช่วยให้การขายของออนไลน์มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น โดยเป็นโปรแกรมที่จะเข้ามาช่วยจัดระบบแชทให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์พูดคุยสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะมาจากช่องทางแพลตฟอร์มใดก็ตาม ทั้ง Facebook, Line, Instagram, Websites ก็สามารถรวมแชทไว้ในที่เดียวทำให้ไม่ต้องมาคอยสลับหน้าจอไปมาเพื่อตอบ

นอกจากนี้ระบบรวมแชทในบางแพลตฟอร์มยังมีฟีเจอร์อื่นๆ นอกเหนือจากระบบรวมแชท เช่น ระบบ AI Chatbot ที่จะมีแชทบอทช่วยตอบแบบตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงอาจมีระบบ CRM ที่ช่วยวิเคราะห์พฤตกรรมลูกค้าได้แม่นยำ  เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์การตลาดออนไลน์ต่อได้ง่ายมากขึ้น เป็นต้น

ข้อดีของระบบรวมแชท

1.รวมแชทลูกค้าจากทุกช่องทาง

หนึ่งในข้อดีระบบรวมแชท คือ การจัดการปริมาณแชทในหลากหลายช่องทางให้มาอยู่รวมกันในแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าลูกค้าจะทักมาจากบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์ม Social Media ไหน ก็สามารถตอบได้ทันที ช่วยป้องกันปัญหาการลืมตอบลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการจัดเก็บข้อมูลลูกค้าทั้งหมดไว้ที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลชื่อ เบอร์โทร อีเมล และช่องทางการติดต่อ Social Media ของลูกค้า ช่วยให้การติดตามการขายได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด

2.ช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

แน่นอนว่าหากสามารถโต้ตอบลูกค้าได้รวดเร็วทันใจ ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความละเอียดและความเป็นมืออาชีพของร้านค้า เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างความประทับใจของลูกค้าต่อแบรนด์ให้มากขึ้น แถมยังเป็นการช่วยสร้างลูกค้าประจำได้อีกด้วย อย่างที่ทราบกันดีว่าการหาลูกค้าใหม่นั้นยากกว่าการรักษาลูกค้าเก่าหลายเท่า ดังนั้นหากสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ อย่างเช่น เมื่อลูกค้าเก่าทักแชทเข้ามาซื้อสินค้า ร้านอาจใช้ข้อมูลที่ถูกบันทึกเอาไว้ในโปรแกรมช่วยเหลือในการสร้างความประทับใจด้วยการเรียกชื่อลูกค้า จำสินค้าหรือไซส์ได้ หรืออาจใช้โปรโมชันเพิ่มความพิเศษโดยการมอบส่วนลด ก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าอยากกลับมาซื้อสินค้าซ้ำและเกิดการบอกต่ออย่างแน่นอน

3.ทำงานร่วมกับระบบ CRM และ CDP ได้ดี

ปัจจุบันการทำ Realtime Marketing เป็นสิ่งที่ร้านค้าออนไลน์ขาดไม่ได้ ทำให้ระบบรวมแชทของแต่ละแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมระบบ CRM และ CDP เพื่อเป็นการช่วยสานสัมพันธ์ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออเดอร์และระบบภายในร้าน ช่วยให้เห็นความเคลื่อนไหวได้ภายในหน้า Dashboard พร้อมส่งตรงข้อเสนอพิเศษให้ถูกใจลูกค้า ทำให้ช่วยปิดยอดขายได้ไวขึ้น พูดง่ายๆ ว่าไม่เพียงแค่ช่วยให้การแชทกับลูกค้าสะดวกขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยซัพพอร์ตการขายออนไลน์ได้อย่างเต็มที่

ระบบรวม Social Chat ตัวช่วยจาก Connect X

หากใครที่กำลังถามหาระบบตอบแชทลูกค้าที่สามารถตอบกลับได้ทุกแพลตฟอร์มพ่วงด้วยฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการขายของออนไลน์ Connect X คือคำตอบที่เหมาะสมในทุกประการ เพราะระบบรวม Social Chat ของ Connect X คือระบบที่เก็บข้อมูลและติดตามลูกค้าได้จากทุกช่องทาง สามารถระบุได้ว่าแชทแต่ละแชทมาจากแพลตฟอร์มไหน กำลังมีความสนใจสินค้าอะไร พูดง่ายๆ ว่า สามารถจัดการแชทได้อย่างมีประสิทธิภาพ การันตีได้เลยว่าร้านสามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น

ฟีเจอร์เด่นบน Connect X

  • รองรับระบบ Live Chat ในทุกแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น Messenger, LINE OA, Instagram ไปจนถึงระบบ Live Chat บนเว็บไซต์
  • ระบบการจัดการแบบ Ticket Management สามารถจัดแบ่งหน้าที่ให้แอดมิน แต่ละคนสามารถรับผิดชอบได้ มั่นใจได้ว่าทุกข้อความที่ส่งเข้ามาจะไม่มีการตกหล่น
  • สามารถทำงานร่วมกับระบบ CRM และ CDM ของ Connect X ได้เป็นอย่างดี เพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และติดตามลูกค้า และนำข้อมูลต่างๆ ไปต่อยอดการทำการตลาดออนไลน์ในอนาคตได้
  • มีฟีเจอร์ช่วยจับคีย์เวิร์ดในเว็บบอร์ด Pantip เพื่อให้แอดมินเข้าไปตอบคอมเมนต์ได้ทันทีที่มีกระทู้พูดถึงแบรนด์หรือร้านค้า

ทิ้งท้าย

กุญแจสู่ความสำเร็จของธุรกิจในยุคนี้คือการรู้จักเลือกใช้ตัวช่วยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดี สร้างความประทับใจและรู้จักสานสัมพันธ์กับลูกค้า และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยให้ร้านสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการภายในหรือการมีข้อมูลเพื่อนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาแบรนด์ให้ดีมากขึ้น สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยดีๆ แต่ยังลังเลไม่แน่ใจสามารถเข้ามาปรึกษาเราได้ทันที

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

SMS Marketing ยังสามารถตอบโจทย์แบรนด์ของคุณในยุคดิจิทัล ได้หรือไม่?

SMSขMarketing

การตลาดแบบ SMS Marketing อาจเป็นกลยุทธ์ที่หลายแบรนด์อาจมองข้าม แล้วเครื่องมือการตลาดตัวนี้ยังช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อยู่หรือไม่

SMSขMarketing

กลยุทธ์และเครื่องมือทางการตลาดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด เช่น Content Marketing, SEM, Email Marketing และอีกมากมาย แต่ในวันนี้รูปแบบการตลาดที่ Connect X จะมากล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ SMS Marketing นั่นเองครับ ซึ่งเป็นเครื่องมือการตลาดที่หลายคนมักมองข้าม แบรนด์และนักการตลาดรุ่นใหม่จึงอาจมีคำถามว่า “แล้วการทำ SMS Marketing ยังตอบโจทย์แบรนด์ในปัจจุบันได้หรือไม่?”

แต่ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น มาดูกันว่า…

การตลาด SMS Marketing คืออะไร?

นับตั้งแต่มีการส่งข้อความ SMS (Short Message Service) เป็นครั้งแรกในปี 1992 นับว่าช่องทางการสื่อสารนี้ได้มีมานานเกือบ 30 ปีแล้ว การจากส่งข้อความพูดคุยกันธรรมดากลายเป็นช่องทางการตลาด แบรนด์และธุรกิจต่างก็ใช้ SMS Marketing เพื่อบอกข่าว มอบโปรโมชันพิเศษ และประชาสัมพันธ์สิ่งต่างๆ

แม้ SMS Marketing จะเป็นการตลาดผ่านข้อความสั้นๆ แต่ก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะส่งให้กับฐานลูกค้าที่มีอยู่แล้ว หรือแบ่งตาม Audience Segment เช่น มอบส่วนลดให้ลูกค้าใหม่เพื่อเพิ่ม Conversion รวมไปถึงการส่งข้อความแบบ Personalized ที่ต่างกันให้กับลูกค้ารายบุคคลเพื่อแสดงความใส่ใจแก่ลูกค้าแต่ละคน ซึ่ง Marketing Platform อย่าง Connect X สามารถทำได้อย่างง่ายดายครับ

SMS Marketing ยังตอบโจทย์แบรนด์ได้อยู่ไหม? 

สำหรับคำถามนี้ที่ทุกท่านสงสัย Connect X ขอตอบว่า SMS Marketing สามารถตอบโจทย์ของแบรนด์ในยุคดิจิทัลได้ครับ และยังเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของ Customer Relationship Management อีกด้วย โดยสถิติจากหลายแหล่งพบว่า มีรายละเอียด ดังนี้

  • Open Rate หรืออัตราการเปิด SMS นั้นอยู่ที่ 98% ซึ่งสูงมาก เมื่อเทียบกับ Email ที่มี Open Rate เพียง 20%  หรือการทำการตลาดแบบอื่น
  • อัตราการตอบสนอง (Response Rate) ของ SMS ยังสูงถึง 45%
  • เวลาที่ใช้ในการตอบ SMS ของคนส่วนใหญ่อยู่ที่ 90 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วมาก

อย่างที่ทราบกันดีว่า SMS Marketing คือการส่งข้อความหากลุ่มเป้าหมายโดยตรง รวดเร็วกว่า และมีราคาที่ถูกกว่าเครื่องมือประเภทอื่น อีกทั้งเป็นรูปแบบการตลาดที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมาย หรือเป็นการสร้าง  Engagement และยังสามารถเพิ่ม Conversion Rate ได้อีกด้วย อาทิ เมื่อลูกค้าสนใจสิทธิพิเศษหรือโปรโมชันที่แบรนด์ส่งผ่าน SMS ก็จะสามารถกดลิงก์เข้าไปรับสิทธิ์ได้ทันทีครับ

ต้องขอบอกเลยครับว่าการทำ SMS Marketing สามารถตอบโจทย์การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจ B2C เพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นข้อความ

ทำ SMS Marketing ให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร?

แบรนด์ต่างๆ สามารถนำการทำ SMS Marketing ไปประยุกต์ใช้กับขั้นตอนการตลาดได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจหรือแคมเปญนั้นๆ โดยต้องมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเสียก่อน โดยคุณอาจใช้คำถามพื้นฐาน เช่น 5W1H หรือก็คือ Who, What, Where, When, Why และ How นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งกำหนดได้จาก Demographic ตาม อายุ เพศ อาชีพ รายได้ เป็นต้น

นอกจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายด้วยตัวเองแล้ว คุณก็สามารถใช้ระบบ CRM เพื่อบริหารจัดการฐานข้อมูลของลูกค้าให้สะดวก ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าหากคุณทำ SMS Marketing ผ่าน Connect X

SMS Marketing ผ่าน Connect X ดีกว่าอย่างไร?

การทำ SMS Marketing บนแพลตฟอร์มอย่าง Connect X จะทำให้ธุรกิจคุณลืมการส่งข้อความแบบแมสๆ ไปได้เลย เพราะมีฟีเจอร์ SMS Personalization ที่ไม่ใช่แค่แจ้งเตือนข่าวหรือโปรโมชัน แต่ยังสามารถแจ้งเตือนโปรรู้ใจของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งสามารถแนบชื่อลูกค้าแต่ละบุคคลให้ประทับใจอย่างมากที่สุด และมีฟีเจอร์อีกมากมาย เช่น

  • CDP (Customer Data Platform) ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line, IG, Shopee, Lazada, POS, Website หรือ ERP ทำให้แบรนด์รู้ว่าลูกค้าสนใจสินค้าอะไร และโปรโมชันแบบไหน
  • แบ่งกลุ่มลูกค้าได้ลึกถึง Insight ต่างๆ อย่างพฤติกรรม หรือสินค้าที่สนใจ และอีกมากมาย
  • แบรนด์รู้ได้ทันทีว่าลูกค้าได้เปิดลิงก์ SMS หรือไม่ พร้อมสามารถตั้งค่าให้ส่งผ่านช่องทางอื่นๆ ได้อีกด้วย
  • ส่ง SMS ผ่าน Marketing Automation บน Connect X ซึ่งความพิเศษของ Connect X คือ  ถ้าลูกค้าไม่กด Link ก็สามารถส่งไปช่องทางอื่นแบบ Cross Channel ได้ เช่น Email, Line, Facebook Message ทำให้ทุกแคมเปญที่ส่งมีโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นได้อย่างแน่นอน

ฟีเจอร์ของ Connect X ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ หากท่านสนใจสามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ connect-x.tech เพิ่มสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกด้วย

…และอย่าลืมว่า SMS Marketing จะตอบโจทย์แบรนด์คุณได้อย่างแน่นอน!

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

4 ขั้นตอนที่ต้องรู้ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากผ่านเกณฑ์ PDPA

PDPA-Thailand

4 ขั้นตอนควรรู้สำหรับผู้ประกอบการที่อยากผ่านเกณฑ์ PDPA เตรียมความพร้อมก่อนจะเริ่มประกาศใช้จริง

หลังมีประกาศเรื่องพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA ออกมา ผู้ประกอบการหลายคนอาจเกิดคำถามว่า PDPA มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ แล้วจะเริ่มทำ PDPA อย่างไรให้ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากพ.ร.บ. นี้มีความสำคัญต่อธุรกิจและการทำ Digital Marketing ที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อนำมาทำการตลาด แม้ปัจจุบันพ.ร.บ. PDPA จะถูกเลื่อนใช้ไปยังวันที่ 1 มิ.ย. 2565 แล้วก็ตาม แต่ Connect X อยากจะมาแนะนำ 4 ขั้นตอนควรรู้สำหรับผู้ประกอบการที่อยากผ่านเกณฑ์ PDPA เพื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อนใคร

ขั้นตอนที่ 1: เตรียม “คน” ในองค์กรให้พร้อม

ในขั้นตอนแรก Connect X แนะนำว่าถ้าอยากผ่านเกณฑ์ PDPA ทุกองค์กรควรเริ่มต้นจัดการกับความพร้อมของคนในองค์กรก่อน โดยสามารถจัดการได้ดังนี้

จัดตั้ง DPO (Data Protection Officer)

DPO (Data Protection Officer) คือเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของข้อมูลภายในและภายนอกองค์กร ทุกองค์กรที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานเอาไว้จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง DPO ขึ้น เพื่อให้สอดรับกับพ.ร.บ. PDPA มาตรา 41 และ 42 โดยหน้าที่ของ DPO คือการให้คำแนะนำ ตรวจสอบ จัดเก็บข้อมูล และประสานงานกับสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อเกิดปัญหา

ฝึกอบรมพนักงานภายในองค์กรให้ตระหนักรู้เรื่อง PDPA

เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ PDPA ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทุกองค์กรควรมีการจัดอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงหลักการทำงานและความสำคัญของ PDPA และรู้จักวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ประเมินผลพนักงาน

หลังจัดอบรมพนักงานควรมีการทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความเข้าใจหลังอบรม หากมีข้อมูลส่วนไหนตกหล่นไปก็จะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด

ขั้นตอนที่ 2: ปรับ “กระบวนการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล” ให้ตรงตาม PDPA

สำหรับธุรกิจที่เน้นขายสินค้าบนเว็บไซต์อาจกังวลว่า PDPA กับเว็บไซต์ PDPA คือพ.ร.บ. ที่จะทำให้เว็บไซต์เก็บข้อมูลไม่ได้หรือเปล่า ความจริงแล้วไม่ว่าจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหนก็ยังเก็บข้อมูลได้ แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสามารถจัดการได้ดังนี้

ยื่นเรื่องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของพ.ร.บ. PDPA มาตรา 19, 41 และ 42 ธุรกิจจะต้องขอความยินยอมก่อนเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน โดยอาจจะทำเป็นแบบฟอร์มขอความยินยอมพร้อมแจ้งรายละเอียดให้ผู้ใช้งานทราบว่าจะเก็บข้อมูลเพื่ออะไรและจะเก็บไว้นานแค่ไหน นอกจากนี้ทุกองค์กรยังค1วรทำสัญญา DPA (Data Processing Agreement) เพื่อทำข้อตกลงเรื่องขอบเขตความรับผิดชอบเอาไว้ด้วย

เพิ่มช่องทางการจัดการสิทธิ์ให้กับผู้ใช้งาน

แม้จะทำการขอความยินยอมแล้ว แต่ตามกฎหมายผู้ใช้งานยังคงเป็นเจ้าของข้อมูลและมีสิทธิ์จะยกเลิกข้อตกลงหรือแก้ไขความต้องการได้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ประกอบการต้องเพิ่มช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลของตนเองได้

จัดทำ Data Inventory Mapping

กระบวนการนี้คือการจัดระเบียบข้อมูลทุกอย่างภายในองค์กร เพื่อแยกแยะว่ามีข้อมูลใดบ้าง แล้วข้อมูลเหล่านั้นอยู่ที่ไหน จัดเก็บอย่างไร ใครเป็นผู้ดูแล แล้วส่งข้อมูลเหล่านี้ไปให้องค์กรไหนบ้าง ซึ่งการบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้องค์กรนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ได้ง่ายขึ้น

ประเมินความเสี่ยงก่อนใช้งานข้อมูลส่วนบุคคล

แน่นอนว่าแม้จะทำทุกขั้นตอนครบแล้ว แต่ก่อนจะนำข้อมูลส่วนบุคคลใดที่จัดเก็บไว้มาใช้งาน ผู้ประกอบการต้องพิจารณาความเสี่ยงก่อนทุกครั้งว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่

ขั้นตอนที่ 3: “ความปลอดภัย” คือหัวใจของความเชื่อมั่น

ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าความ “ปลอดภัยของข้อมูล” คือหัวใจหลักของพ.ร.บ. PDPA หากธุรกิจไหนไม่มีนโยบายที่รองรับเรื่องนี้ ย่อมไม่มีทางผ่านเกณฑ์แน่นอน โดยผู้ประกอบการสามารถจัดการกับความปลอดภัยได้ดังนี้

ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Policy) 

ผู้ประกอบการต้องคำนึงไว้เสมอว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานทุกคนจะต้องได้รับการปกป้องจากองค์กร ดังนั้นองค์กรจึงต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัวเข้ามาควบคุม เพื่อทำให้พนักงานทราบถึงกระบวนการทำงานว่าจะจัดการกับข้อมูลเหล่านี้อย่างไร รวมถึงต้องมีบทลงโทษสำหรับคนที่ทำข้อมูลรั่วไหล เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ให้ข้อมูลด้วย

ต้องมีมาตรการรับมือเมื่อเกิดปัญหา

ในกรณีที่ข้อมูลรั่วไหล เจ้าหน้าที่ DPO ขององค์กรจะต้องแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง รวมถึงแจ้งเตือนให้ผู้ให้ข้อมูลรับทราบด้วย และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ องค์กรจะต้องมีมาตราการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

ขั้นตอนที่ 4: เลือก “เทคโนโลยี” จัดเก็บข้อมูลที่รองรับ PDPA

ในการทำธุรกิจ การเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก แต่หลังจากพ.ร.บ. PDPA เริ่มใช้งาน การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิมอาจไม่สามารถทำได้แล้ว การเลือกเทคโนโลยีที่รองรับ PDPA จึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะทำให้ธุรกิจของคุณผ่านเกณฑ์ได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มของ Connect X แพลตฟอร์มที่มีเครื่องมือเก็บข้อมูลลูกค้าเอาไว้ในที่เดียวกัน (CDP) และมี Marketing Automation คอยช่วยเรื่องการตลาดแบบอัตโนมัติด้วย ซึ่งแพลตฟอร์มนี้มีการรองรับ PDPA ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ผ่านเกณฑ์

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่าจะทำให้ธุรกิจของตัวเองผ่านเกณฑ์ PDPA ได้อย่างไร แม้พ.ร.บ. PDPA จะเริ่มใช้จริงในอีก 1 ปีข้างหน้า แต่ Connect X ขอแนะนำให้ผู้ประกอบการทุกคนรีบเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมธุรกิจของตัวเองให้พร้อม พอถึงเวลาจะได้ผ่านเกณฑ์ง่าย ๆ แบบไร้กังวล เพราะยิ่งเตรียมตัวได้เร็วและดีเท่าไร ก็จะนำหน้าคู่แข่งไปได้ไกลเท่านั้น

สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านใดที่กำลังมองหาระบบ CRM ดีๆ สักอัน หรือต้องการคำปรึกษาก่อนตัดสินใจ Connect X ก็พร้อมจะช่วย ด้วยแพลตฟอร์ม CDP ที่มาพร้อมกับระบบ CRM, Marketing Automation และรองรับกฎหมาย PDPA เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายในยุคดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน

เริ่มต้นสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย