Category Archives: other

ทำไม Personalize Marketing ถึงช่วยให้แบรนด์รู้ใจลูกค้ายุคใหม่?!

personalize-marketing

การแข่งขันทางธุรกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และผู้บริโภคยุคนี้มีความคิดแบบใหม่ หากแบรนด์ของท่านไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์หรือความแตกต่างได้ อีกไม่นานธุรกิจของท่านอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง “Personalize Marketing” จึงมีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน

Personalize Marketing คืออะไร?

การตลาดเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Marketing คือ การเสนอสินค้าและบริการ โปรโมชัน สิทธิพิเศษ และคอนเทนต์ ที่เจาะจงไปตามความต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคล ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือการทำให้ลูกค้าคนดังกล่าวรู้เหมือนได้เป็นคนพิเศษนั่นเอง

แบรนด์จะรู้ใจลูกค้าได้อย่างไร?

Personalized Marketing ไม่ใช่การเดาใจลูกค้าแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ “Data” หรือข้อมูลต่างๆ ของลูกค้า และนำมาทำการตลาด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล Cookies จากการท่องเว็บไซต์ แบบฟอร์มที่กรอก หรือการสมัครสมาชิก ข้อมูลที่มียกตัวอย่างเช่น ชื่อ ที่อยู่ ความสนใจ พฤติกรรมการบริโภค หรือประวัติการติดต่อกับแบรนด์ เป็นต้น

ข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้นักการตลาดสามารถออกแบบแคมเปญใหม่ๆ ให้ตรงใจลูกค้ายุคปัจจุบันได้มากที่สุด

มีอะไรที่ช่วยให้เก็บข้อมูลได้อีก?

นอกจากการเก็บข้อมูลในแบบข้างต้นแล้ว ในยุคใหม่นี้ก็ได้มีการประยุกต์ใช้ AI หรือ Machine Learning เข้ามาช่วยเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมไปถึงแพลตฟอร์ม CDP (อย่าง Connect X) และระบบ CRM ที่เข้ามาช่วยให้การทำ Personalized Marketing มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอีกด้วย

ทำไมต้องทำการตลาดแบบ Personalize Marketing?

การตลาดรูปแบบเดิมๆ เช่น การติดโฆษณาบนป้ายบิลบอร์ด (Billboard) การโทรไปขายตรง หรือโฆษณาแบบแมส (Mass Marketing)  มีผลวิจัยได้แสดงให้เห็นมากกว่า 60% ของผู้บริโภครู้สึกเบื่อหน่ายในวิธีการตลาดเหล่านี้ ที่นำเสนอข้อความโฆษณาแบบซ้ำๆ และกว้างๆ เนื่องจากสิ่งที่ลูกค้าในปัจจุบันต้องการ คือ การให้แบรนด์ใส่ใจต่อลูกค้าแต่ละคนมากกว่า

อีกทั้งจากผลการสำรวจของ Epsilon ที่สอบถามผู้บริโภค 1,000 คน อายุระหว่าง 18-64 ปี พบว่ากว่า 80% มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าและบริการกับแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์แบบส่วนตัวได้

ประโยชน์ของการทำ Personalize Marketing

กลยุทธ์การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล จะสามารถสร้างผลดีให้กับแบรนด์ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้นำมาใช้นั้น เป็นแบบ Real-Time อยู่เสมอ ทำให้นักการตลาดสามารถสื่อคอนเทนต์ต่างๆ ที่ตรงใจ เสนอสินค้า และบริการให้ผู้บริโภคได้แบบคนรู้ใจ รวมถึงมอบสิทธิพิเศษได้อย่างเหมาะสม ซึ่งประโยชน์ที่แบรนด์จะได้จาก Personalized Marketing มีดังนี้

  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงใจและขายสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ ลดโอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปใช้สินค้าและบริการจากคู่แข่ง
  • สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบัน ให้กลายเป็นลูกค้าภักดี (Loyal Customer) และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้ในระยะยาว
  • สร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น เมื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าได้ตรงกับที่ต้องการ
  • ใช้ Data คาดการณ์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ในอนาคต
  • มอบประสบการณ์ดีๆ ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์

ทำ Personalize Marketing บน Connect X

อย่างที่ทราบกันดี Connect X เป็น CDP (Customer Data Platform) ที่มาพร้อมกับระบบ Marketing Automation ที่จะช่วยให้แบรนด์ของท่านสามารถทำ Personalized Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำการตลาดออนไลน์ได้หลายช่องทาง เช่น Email Personalized Marketing, SMS Personalization, หรือผ่านโซเชียลมีเดียก็ทำได้ สามารถแนบชื่อลูกค้า เพิ่มความเอาใจใส่ได้อีกขั้น

Connect X สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้ตั้งแต่ Unknown Data จนเป็น Known จะเป็นลูกค้าหน้าใหม่ก็รู้ใจได้ไม่ยาก หากส่งโปรโมชันไปแล้วลูกค้าไม่สนใจ ก็สามารถตั้งค่าให้ส่งผ่านช่องทางอื่นได้ทันที ผ่านช่องที่หลากหลาย เช่น Line Message, Facebook Message, Email ,SMS เป็นต้น ช่วยให้แบรนด์รู้ถึงข้อมูล Insight เบื้องลึกของลูกค้า สามารถเก็บข้อมูลได้แบบรอบด้าน

อย่ารอช้าและมา….

สร้างประสบการณ์ดีๆ ให้ลูกค้าได้แล้ววันนี้ด้วย Connect X Marketing Platform ที่มาพร้อม CDP & Marketing Automation

Connect X คือ Platform ที่จะเข้ามาช่วยไม่ให้ธุรกิจถูก Digital Disruption ถึงเวลาแล้วที่ทุกธุรกิจจะต้องเริ่ม Connect กับประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) แบบไร้รอยต่อด้วย Marketing Platform ที่ไม่เพียงแต่มี Feature เด็ดๆ แต่ยังสามารถปรับแต่ง Platform Customize ให้เข้ากับแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันได้ด้วย

ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

*รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

    Yearly Budget

    How do you know us?

    6 กลยุทธ์ใช้ Marketing Automation Platform ให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ

    Marketing-Automation-Platform

    Connect X จะมาแนะนำ 6 กลยุทธ์ Marketing Automation Platform ที่ธุรกิจควรเลือกใช้ เพราะจะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย

    ทุกวันนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Marketing Automation  กันมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบการตลาดที่มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยผลสำรวจพบว่าเกินกว่าครึ่งของธุรกิจแบบ B2B (ประมาณ 53% ของธุรกิจทั้งหมด) ได้มีการใช้ B2B Marketing Automation แล้วในตอนนี้ และอีกกว่า 37% เริ่มวางแผนใช้เครื่องมือดังกล่าวเข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้ แต่การตลาดแบบอัตโนมัตินี้ก็มีกลยุทธ์ในรูปแบบต่างๆ ซ่อนอยู่มากมาย แล้วเราจะเลือกใช้กลยุทธ์อะไรบ้างในธุรกิจของเราเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

    วันนี้ Connect X จะพาทุกท่านมารู้จักกับ 6 กลยุทธ์ของการตลาดแบบอัตโนมัติที่เวิร์กสุดๆ ใช้แล้วเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จและก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก “Marketing Automation” กันก่อนว่าคืออะไร และเหมาะกับธุรกิจประเภทใดบ้าง

    Marketing Automation Platform คืออะไร และเหมาะกับใคร

    Marketing Automation Platforms หรือการตลาดแบบอัตโนมัติ คือเครื่องมือทางการตลาดที่เข้ามาช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจลูกค้าได้ตรงจุด สามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด อีกทั้งช่วยให้ลำดับความสำคัญและดำเนินงานด้านการตลาดได้อย่างคล่องตัว เพื่อเพิ่มยอดขายและปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าในด้านต่างๆ แล้วตอบโต้กลับได้แบบเรียลไทม์ พร้อมนำไปวิเคราะห์ เพื่อพัฒนากิจกรรมทางการตลาด ตลอดจนสินค้าและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    การตลาดแบบอัตโนมัติสามารถนำไปใช้กับธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าทุกประเภทและการให้บริการด้านต่างๆ เช่น การบิน, การโรงแรม, การขนส่ง เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจแบบ B2C (Business-to-Customer) ธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) และธุรกิจ B2B2C (Business-to-Business-to-Customer) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน ประเภทอะไรก็สามารถนำ Marketing Automation มาปรับใช้ได้อย่างลงตัว ซึ่งข้อมูลจาก Nucleus Research พบว่าการตลาดแบบดังกล่าวช่วยเพิ่มยอดขายได้ถึง 14.5% พร้อมยังลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการตลาดได้ 12.2% เห็นได้ว่า Marketing Automation ช่วยให้ประหยัดเวลาและแรงงาน แต่กลับได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จึงเป็นกุญแจไปสู่ความสำเร็จที่ธุรกิจทั่วโลกเลือกใช้

    [/col]

    6 กลยุทธ์ Marketing Automation Platform ที่ธุรกิจควรเลือกใช้งาน

    เนื่องจากการใช้งาน Marketing Automation มีความซับซ้อน การเลือกกลยุทธ์ทางการตลาดแบบอัตโนมัติ (Marketing Automation Strategy) ที่เหมาะสมจะทำให้ธุรกิจของคุณไม่เสียค่าใช้จ่ายไปอย่างสูญเปล่า พร้อมกับเห็นผลลัพธ์จากการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดย Connect X ขอแนะนำ 5 กลยุทธ์ให้รู้จัก ได้แก่

    • Lead Scoring คือการให้คะแนนลูกค้า เพื่อจัดอันดับให้ Lead หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ศักยภาพของผู้เข้าชม ว่าสามารถพัฒนาเป็น “ลูกค้า” ต่อไปได้หรือไม่ และต้องสร้างบทสนทนาแบบไหน เพิ่มแคมเปญการตลาดแบบใด เพื่อปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว โดยจะวัดคะแนนจากกิจกรรมที่เกิด Engagement ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคลิกลิงก์ การสมัครสมาชิก และการสอบถามข้อมูล เป็นต้น
    • Automated Email Sequences คือระบบการส่งอีเมลแบบอัตโนมัติไปถึงคนที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Marketing) เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าเป็นรายบุคคล ด้วยอีเมลที่มีการแนะนำได้ตรงความต้องการ หรือการเสนอโปรโมชันและแคมเปญ เช่น โปรโมชันสำหรับวันเกิดหรือแคมเปญตามเทศกาลสำคัญ เป็นต้น
    • Chatbots คือการตอบข้อความในช่องทางแชทต่างๆ โดยอัตโนมัติด้วยระบบ AI เพื่อให้คำแนะนำกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วทันใจตลอด 24 ชม. ซึ่งจะช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า นำไปสู่การปิดการขายได้ว่องไวและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถส่งแคมเปญทางการตลาดต่างๆ ด้วยข้อความอัตโนมัติไปสู่ผู้ที่เคยพูดคุยกับธุรกิจหรือร้านค้ามาก่อนได้อีกด้วย
    • Self-Nurturing Content คือการใช้ระบบอัตโนมัติในการจัดการข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม (Lead) เข้าถึงข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ในลักษณะแบบ Personalize เช่น มีผู้คนมาอ่านบทความภายในเว็บ เมื่ออ่านจบแล้วมีการแนะนำบทความถัดไป หรือมีการเชื่อมโยงให้ไปถึงข้อมูลที่ตรงกับความต้องการได้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความประทับใจต่อธุรกิจของคุณได้มากยิ่งขึ้น
    • Omni-Channel คือการรวมช่องทางที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาไว้ในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน บนเว็บไซต์ หรือบนโซเชียลก็ตาม ทั้งหมดสามารถทำได้ผ่านแพลตฟอร์มเดียว อาทิ แพลตฟอร์ม CRM หรือ CDP ซึ่งเมื่อนำมาผสมผสานกับ Marketing Automation ด้วยแล้ว ธุรกิจจะสามารถสื่อสาร ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ แนะนำโปรโมชัน หรือทำกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ ในช่องทางที่ลูกค้าต้องการหรือช่องทางที่ลูกค้าใช่งานเป็นหลักได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าหาลูกค้า และมีโอกาสปิดการขายมากกว่าเดิม
    • Trigger Marketing คือกลยุทธ์การตลาดที่นำไปสู่การขายด้วยการกระตุ้นให้เกิดการซื้อ โดยการใช้ระบบอัตโนมัติในการวิเคราะห์และสร้างการโต้ตอบกับผู้เข้าชม (Lead) ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นลูกค้าได้ ในลักษณะของการแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การส่งข้อความมาเตือนว่ามีการเลือกสินค้าไว้ในรถเข็น การแนะนำโปรโมชันสินค้าที่ใกล้เคียงกับที่เคยซื้อหรือมีความสนใจ รวมทั้งการแจ้งเตือนตามช่วงเวลาที่มีเทศกาลต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้าชม (Lead) และลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการเว็บไซต์อีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มโอกาสในการซื้อสินค้าได้อีกด้วย

    จากที่ได้แนะนำ 6 กลยุทธ์ทางการตลาดแบบอัตโนมัติที่ธุรกิจควรเลือกใช้งานไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้อย่างเห็นผล ตั้งแต่การเพิ่มยอดขาย การเปลี่ยนผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ (Lead) มาสู่การเป็นลูกค้า การเพิ่มโอกาสในการซื้อ และการสร้างความประทับใจต่อธุรกิจได้ไม่เหมือนใครนั้น จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จและก้าวสู่การเป็นผู้นำทางการตลาดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการเลือกใช้ Digital Platform ที่มีประสิทธิภาพอย่าง Connect X ที่มาพร้อมกับ CDP และ Marketing Automation จะช่วยให้สามารถจัดการธุรกิจได้เป็นระบบ สามารถวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

    ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

    *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

      Yearly Budget

      How do you know us?

      โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า จะส่งผลดีต่อแบรนด์อย่างไร?

      Customer-data-platform-โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า

      โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า เป็นสิ่งที่นักการตลาดยุคดิจิทัลขาดไม่ได้ สิ่งนี้มีผลดีต่อแบรนด์อย่างไร? Connect X จะมาบอกให้คุณได้รู้…

      ทำการตลาดต้องอาศัย “ข้อมูล”

      ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญในการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอายุ เพศ พฤติกรรม หรือความสนใจ ซึ่งทั้งหมดล้วนสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ การออกแบบสินค้าและบริการ การทำโปรโมชันต่าง ไปจนถึงการสร้าง Marketing Campaign ที่เหมาะจะดึงดูดผู้บริโภค

      รูปแบบการเก็บข้อมูลที่เปลี่ยนไป

      เมื่อก่อนที่สื่อออนไลน์ต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้น การเก็บข้อมูลนั้นทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยการลงพื้นที่ แจกแบบสำรวจ ซึ่งผู้คนมักปฏิเสธ ส่วนการสัมภาษณ์ข้อมูลก็ต้องทำแบบ Face-to-Face ใช้เวลาเก็บรวบรวมนาน และการเก็บข้อมูลมากๆ ก็มักทำได้อย่างไม่เป็นระเบียบ

      ในปัจจุบัน “โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า” อย่างระบบ CRM (Customer Relationship Management) และ CDP (Customer Data Platform) จึงเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างมาก เพราะสามารถจะรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, LINE หรือเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าจะทำการจัดเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้แบบอัตโนมัติ

      โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า ช่วยแบรนด์อย่างไร?

      ข้อดีของโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าต่อแบรนด์นั้นมีมากมาย ขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำธุรกิจและวิธีการนำข้อมูลไปใช้ในเชิงการตลาด ซึ่ง Connect X ขอยกตัวอย่างข้อดีมาให้เจ้าของธุรกิจทุกท่านได้ทราบ ดังนี้

      1. เก็บข้อมูลได้เป็นระเบียบผ่านโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า

      เมื่อแบรนด์เติบโตและเป็นที่รู้จักมากขึ้น ฐานข้อมูลลูกค้าก็จะขยายใหญ่ขึ้นเช่นกัน โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าจะสามารถช่วยในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้อย่างเป็นระเบียบ จัดแบ่งข้อมูลตามกลุ่มลูกค้า และ Profile รายบุคคลได้

      CDP ของ Connect X มีฟีเจอร์ Customer Single View ที่จะทำให้นักการตลาด สามารถสื่อสารไปยังลูกค้าแต่ละคนได้แบบแม่นยำ ข้อมูลไม่กระจัดกระจาย ไม่ว่าลูกค้าจะติดต่อจากช่องทางไหน หรือรู้จักแบรนด์จาก Ads ไหนก็ตาม และยังผสานประสบการณ์ของลูกค้าได้แบบ Omni-Channel อีกด้วย

      2. รู้ถึงความสนใจและพฤติกรรมลูกค้า

      หลังจากรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระเบียบแล้ว โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าจะสามารถแสดงข้อมูลความสนใจและความต้องการของลูกค้าได้ด้วย ซึ่งแบรนด์สามารถนำการวิเคราะห์ส่วนนี้เพื่อทำ Campaign ต่างๆ ได้

      Connect X นั้นมีความพิเศษต่างจากระบบ CDP อื่นๆ เพราะสามารถรู้ข้อมูลเชิงลึกถึงระดับ Insight ด้วยระบบ AI Predictive Lead Scoring ช่วยจัดลำดับลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้าสูงที่สุด สามารถทำแคมเปญการตลาดได้แม่นยำยิ่งขึ้น เข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

      3. ทำ Personalized Marketing ได้

      ระบบ CRM ทั่วไปอาจสามารถจัดเก็บได้แค่เพียงข้อมูลพื้นฐาน เพื่อนำไปประกอบการตลาดกับกลุ่มเป้าหมายโดยรวม แต่แพลตฟอร์ม CDP อย่าง Connect X สามารถทำได้มากกว่านั้น เพราะสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เปลี่ยน Unknown Customer เป็น Known Customer แม้ลูกค้าจะติดต่อมาจากช่องทางที่ต่างกัน ก็รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน

      จะทำ Personalized Marketing เอาใจลูกค้าก็ทำได้ง่ายๆ พร้อมกับระบุชื่อของแต่ละบุคคลได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น SMS Marketing, Email Marketing, หรือจะส่งโปรโมชันพิเศษผ่านโซเชียลและแอปฯ ก็ทำได้ ด้วย Marketing Automation

      4. โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าช่วยวัดผลได้แบบ Real-Time

      อีกหนึ่งความสามารถที่โดดเด่นของโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า คือการวิเคราะห์และวัดผลของการทำการตลาดได้แบบเรียลไทม์ ผู้บริหารสามารถดูข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้ทันที ตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น ช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณ

      5. ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้า

      เมื่อแบรนด์มีข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า การสื่อสารก็จะตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (Customer Loyalty) ได้ดีกว่าแบรนด์ที่ไม่มีข้อมูล

      ข้อมูลคือหัวใจของการตลาดยุค Digital Disruption

      โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้ายังมีข้อดีอีกเพียบ หากคุณต้องการทำการตลาดในยุค Digital Distruption นี้ ไม่สามารถขาด “ข้อมูล” ไปไม่ได้เลย และก็ต้องขอย้ำอีกรอบว่า หากธุรกิจของคุณกำลังมองหาเครื่องมือที่จะช่วยเก็บและจัดการข้อมูลที่ครบครัน โปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้า โดยเฉพาะจาก Connect X ก็ถือว่าเป็นคำตอบที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างมาก

      เลือกโปรแกรมเก็บข้อมูลลูกค้าที่เหมาะกับธุรกิจของคุณวันนี้ แล้วเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จทางการตลาดในอนาคต!

      ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

      *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

        Yearly Budget

        How do you know us?

        ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้! โทษ PDPA และ 5 วิธีรับมือก่อนโดนปรับ

        โทษ-PDPA

        ธุรกิจออนไลน์ต้องรู้! โทษ PDPA และ 5 วิธีรับมือก่อนโดนปรับ

        หลายคนคงเคยเห็นว่าเวลาเข้าเว็บไซต์มักมีป๊อปอัปให้ “ยินยอม” หรือ “ปฏิเสธ” การเก็บข้อมูล เช่น คุกกี้ หรือ Cookies Consent ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA กฎหมายที่เน้นการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานออนไลน์

        ในยุคดิจิทัล “ข้อมูล” คือหัวใจของการตลาด ไม่ว่าจะนำไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า หรือพัฒนาแคมเปญต่าง ๆ การเก็บข้อมูลเหล่านี้ต้อง “ได้รับความยินยอม” อย่างชัดเจน เพราะหากละเมิด อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย PDPA ซึ่งมี โทษทั้งจำและปรับ

        Connect X ขอสรุปสาระสำคัญเพื่อให้ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องในอนาคต

        PDPA คืออะไร?

        PDPA หรือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act) คือกฎหมายที่ออกมาเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยกำหนดให้ทุกองค์กรที่มีการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ต้องได้รับ “ความยินยอมโดยชัดแจ้ง” จากเจ้าของข้อมูลก่อนเสมอ

        ข้อมูลส่วนบุคคลในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ที่อยู่ IP Address พิกัด GPS ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ หรือแม้แต่ประวัติการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนบุคคลได้โดยตรงหรือโดยอ้อม

        PDPA ครอบคลุมทั้งองค์กรภายในประเทศไทยและองค์กรต่างประเทศที่ให้บริการกับคนไทย ไม่ว่าจะดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย หรือเอกสารกระดาษ

        เป้าหมายของ PDPA คือการกำหนด “กรอบการใช้ข้อมูล” ให้โปร่งใส เป็นธรรม และควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เช่น การส่งต่อข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการใช้ข้อมูลในทางการตลาดโดยเจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัว

        องค์กรใดที่ไม่ปฏิบัติตาม PDPA จะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่ชัดเจนทั้งในทางแพ่ง อาญา และทางปกครอง รวมถึงเสี่ยงต่อความเสียหายด้านชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

        โทษ PDPA หากไม่ปฏิบัติตาม

        การละเมิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำผิดทางเทคนิค แต่ส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และอาจสร้างความเสียหายทั้งในเชิงกฎหมายและภาพลักษณ์องค์กรอย่างรุนแรง

        หากองค์กรใดเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอย่างชัดเจน ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย โดยไม่ว่าจะเป็น ผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) หรือ ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) ก็มีโทษทางกฎหมายที่ครอบคลุมทั้ง แพ่ง, อาญา และ ทางปกครอง ดังนี้:

        • โทษทางแพ่ง
          เจ้าของข้อมูลสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และอาจมีการเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ได้ในกรณีที่องค์กรกระทำโดยเจตนา หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

        • โทษทางอาญา
          กรณีที่มีการนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ เช่น ขายต่อ ส่งต่อ หรือใช้ในทางที่เจ้าของข้อมูลไม่เคยยินยอม อาจมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และ/หรือ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเจตนาและผลกระทบที่เกิดขึ้น

        • โทษทางปกครอง
          หน่วยงานกำกับดูแลสามารถสั่ง ปรับทางปกครองได้สูงสุด 5 ล้านบาทต่อกรณี โดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งศาล

        นอกจากโทษในเชิงกฎหมายแล้ว องค์กรยังเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยชื่อ (Name & Shame) หรือขึ้นบัญชีดำโดยหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ

        ดังนั้น การเตรียมตัวให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ทั้งด้านนโยบาย กระบวนการ และเครื่องมือที่ใช้ จึงเป็นทางรอดของธุรกิจในยุคที่ “ข้อมูล” คือสินทรัพย์ และ “ความยินยอม” คือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลนั้นอย่างถูกกฎหมาย

        5 ข้อที่ทุกธุรกิจห้ามพลาด ในการเตรียมตัวก่อน PDPA มีผลบังคับใช้

        1. สร้าง Awareness ด้าน Data Privacy ให้กับบุคลากรในองค์กร

        เพราะแทบทุกแผนกอาจมีความเกี่ยวข้องที่ทำให้ต้องใช้งาน เก็บรวบรวม และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พนักงานบริษัท บริษัทคู่ค้า (Vendor) บริษัทที่ได้รับการว่าจ้าง (Outsource) ฯลฯ จึงจำเป็นจะต้องมีความตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านั้น นอกจากนี้ควรศึกษาข้อมูลและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA เพราะทุกคนมีความเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลส่วนบุคคลที่องค์กรประมวลผลอาจถูกละเมิดร่วมกัน รวมถึงช่วยกันการดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านั้นลง

        2. วางนโยบายความเป็นส่วนตัว Privacy Policy

        นโยบายดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งภายในองค์กร รวมถึงการสร้างเงื่อนไขสำหรับผู้ใช้บริการหรือลูกค้าของเรา ซึ่งองค์กรควรจัดหาเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Data Protection Officer: DPO เพื่อช่วยให้คำแนะนำและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรให้ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA สามารถลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง

        ในส่วนของนโยบายความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ธุรกิจต้องระบุให้ชัดเจนว่าต้องการเก็บข้อมูลอะไร เพื่อใช้ประโยชน์อะไร มีการส่งต่อข้อมูลให้บริษัทภายนอกหรือไม่ และมีระยะเวลาในการเก็บนานเท่าใด รวมทั้งมีมาตรการในการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งทำส่วนการแจ้งเตือนหรือฟอร์มในการสอบถามความยินยอมให้ชัดเจน เช่น บนเว็บไซต์อาจจะเป็น “รูปแบบคุกกี้แบนเนอร์ (Cookie Consent Banner)” โดยระบุเงื่อนไข Cookies Privacy Policy ให้ผู้ใช้งานอ่านและกดยินยอมหรือปฏิเสธ ทำให้เหล่าธุรกิจไม่ต้องห่วงปัญหาที่จะตามมาในเรื่อง PDPA กับเว็บไซต์อีกเลย ส่วนในช่องทางอื่นๆ อย่างแอปพลิเคชันก็สามารถแจ้งเตือนภายในแอป (In-App Notification) เมื่อผู้ใช้งานทำการเปิดแอปพลิเคชันครั้งแรก หรือทำการสมัครสมาชิกได้เช่นกัน

        3. กำหนดมาตรการในการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล

        เมื่อองค์กรได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการหรือลูกค้าแล้วนั้น จะต้องจัดการระบบให้มีความปลอดภัย เพราะหากมีการรั่วไหลอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีได้ โดยอาจเริ่มจากการจัดทำ Access Control & Logging เพื่อตรวจสอบคนที่เข้าถึงข้อมูล และเพิ่ม IT Security เช่น Firewall หรือ Encryption เป็นต้น ควรเตรียมมาตรการในการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลโดยตั้งใจหรือมิได้ตั้งใจ ทางองค์กรจะต้องมีการรายงานผลและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกกรณี

        4. สร้างระบบรองรับเมื่อมีการยกเลิกการยินยอมแบบอัตโนมัติ

        ในเงื่อนไขนโยบายความเป็นส่วนตัว จะต้องมีการระบุว่าเมื่อผู้ใช้งานหรือลูกค้ากดยินยอมให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลแล้ว ลูกค้าสามารถทำการยกเลิกการยินยอมก่อนระยะเวลาที่ธุรกิจกำหนดได้ ซึ่งหมายถึงว่าเจ้าของข้อมูลสามารถทำการยกเลิกได้ตลอดเวลา การมีระบบรองรับสำหรับการยกเลิกการยินยอมแบบอัตโนมัติจะช่วยให้สร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้บริการหรือลูกค้าได้มากกว่า เพราะสามารถดำเนินการได้ทันที จึงช่วยลดโอกาสในการฟ้องร้องดำเนินคดีจากความล่าช้าในการดำเนินการได้อีกด้วย

        5. เตรียมเครื่องมือให้พร้อม

        ให้ Connect X เป็นตัวช่วยให้กับธุรกิจของคุณ เราคือแพลตฟอร์ม CDP (Customer Data Platform) สามารถช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียวกัน มาพร้อมกับระบบ Marketing Automation ที่ช่วยทำการตลาดแบบอัตโนมัติ โดยเป็นแพลตฟอร์มหรือระบบที่รองรับกฎหมาย PDPA เป็นระบบที่ได้รับมาตรฐานการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ISO27001 ทำให้เหล่าธุรกิจคลายกังวลได้เพราะข้อมูลของลูกค้าจะปลอดภัยและมีขั้นตอนการเก็บข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA อย่างแน่นอน

        จากที่ Connect X ได้แนะนำ 5 ข้อที่ธุรกิจควรเตรียมตัวก่อนที่กฎหมาย PDPA บังคับใช้กันไปแล้ว จะเห็นได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีความสำคัญที่เหล่าธุรกิจจะต้องคำนึงถึงโดยมีมาตรการสร้างทั้งความเข้าใจและความพร้อมของบุคลากรกับระบบที่ใช้งานให้พร้อมก่อน 1 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA แล้วมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลหรือลูกค้าของเรา และส่งผลกระทบต่อองค์กรเป็นวงกว้าง

        หากองค์กรธุรกิจปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด โดยที่มีการชี้แจงเรื่องการใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา ก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ พร้อมสร้างความสบายใจจนเกิดเป็นความไว้วางใจให้กับลูกค้าได้อย่างแน่นอน

        ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

        *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

          Yearly Budget

          How do you know us?

          Customers Journey จะลื่นไหลแค่ไหน ถ้ามี Marketing Automation?

          Customers-Journey

          Marketing Automation ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพใน Customers Journey ได้อย่างไร

          วันนี้ทีมงาน Connect X จะพาทุกท่านมาทำความเข้าใจว่า Marketing Automation หรือระบบการตลาดแบบอัตโนมัติ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ทีมการตลาดทำงานได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกช่วงของ Customers Journey ได้อย่างเป็นรูปธรรม

          หลายท่านอาจสงสัยว่า ระบบอัตโนมัติในการทำการตลาดจะช่วยประหยัดได้จริงหรือ? คำตอบคือ “จริง” และเห็นผลได้อย่างชัดเจน โดยหลักการสำคัญของ Marketing Automation คือการใช้ซอฟต์แวร์ในการจัดการกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำ เช่น การส่งอีเมล การจัดการข้อมูลลูกค้า หรือการส่งแคมเปญโฆษณา เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารเวลาและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

          Marketing Automation คืออะไร?

          Marketing Automation คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำ เพิ่มความแม่นยำในการสื่อสาร และช่วยให้ทีมการตลาดสามารถมุ่งเน้นไปที่การวางกลยุทธ์และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้มากขึ้น

          ระบบการตลาดอัตโนมัติสามารถครอบคลุมการทำงานหลากหลาย ตั้งแต่การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย การตั้งแคมเปญ การส่งข้อความส่วนบุคคล การติดตามผลลัพธ์ในแต่ละ Touchpoint ตลอด Customer Journey ไปจนถึงการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า ทั้งในรูปแบบออนไลน์ เช่น การส่งอีเมลอัตโนมัติ การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน การแสดงโฆษณาแบบเจาะจง ไปจนถึงออฟไลน์ เช่น การออกคูปอง ณ จุดขาย หรือการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Call Center

          หนึ่งในจุดเด่นของ Marketing Automation คือความสามารถในการ “ปรับแต่ง” การสื่อสารให้ตรงกับพฤติกรรมและความสนใจของลูกค้าในแต่ละราย เช่น การส่งข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าที่เคยดูสินค้าหมวดหมู่หนึ่งบ่อยครั้ง หรือการส่งอีเมลติดตามแบบเจาะจงไปยังลูกค้าที่เคยละทิ้งตะกร้าสินค้า

          ระบบยังสามารถเชื่อมโยงกับ CRM และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ช่วยให้ธุรกิจมีภาพรวมของลูกค้าอย่างครบถ้วนในทุกช่องทาง ซึ่งส่งผลต่อการออกแบบแคมเปญที่แม่นยำ สื่อสารตรงกลุ่ม และวัดผลได้แบบเรียลไทม์

          กล่าวได้ว่า Marketing Automation ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับ “ทำงานแทนคน” แต่เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจและตอบสนองลูกค้าได้ในเวลาที่เหมาะสม ด้วยข้อความที่เหมาะสม และผ่านช่องทางที่ลูกค้าต้องการ ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย รักษาความสัมพันธ์ และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางการตลาดอย่างเป็นระบบ

          Marketing Automation ช่วยอะไรได้บ้าง?

          การทำการตลาดในยุคดิจิทัลไม่ได้หยุดอยู่แค่การสื่อสารผ่านหลายช่องทาง แต่ต้องสามารถควบคุม จัดการ และส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงจุดและทันเวลาให้กับลูกค้าในทุกช่วงของ Customers Journey และนี่คือ 3 สิ่งสำคัญที่ระบบ Marketing Automation เข้ามาช่วยได้อย่างชัดเจน:

          1. รวบรวมและจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ

          Marketing Automation ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางไว้ในระบบเดียว ไม่ว่าจะมาจากการลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ การกดคลิกโฆษณา หรือพฤติกรรมการใช้งานในแอปพลิเคชัน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกและเรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ทีมการตลาดสามารถเข้าใจภาพรวมของลูกค้าแต่ละรายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของความสนใจ พฤติกรรมการซื้อ และช่องทางที่ใช้บ่อยที่สุด

          2. สื่อสารแบบอัตโนมัติและเฉพาะบุคคล

          หนึ่งในจุดเด่นของ Marketing Automation คือความสามารถในการส่งข้อความอัตโนมัติตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เช่น การส่งอีเมลต้อนรับทันทีเมื่อลูกค้าสมัครใช้งาน หรือการแจ้งเตือนเมื่อมีสินค้าค้างในตะกร้า ที่สำคัญคือระบบสามารถแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมและข้อมูลที่เก็บไว้ เพื่อส่งข้อความที่ “ตรงใจ” และ “ตรงจังหวะ” กับลูกค้าแต่ละราย เพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมและตัดสินใจซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ

          3. วิเคราะห์ผลลัพธ์และปรับกลยุทธ์แบบเรียลไทม์

          ระบบสามารถวิเคราะห์ผลตอบรับของแคมเปญในแต่ละขั้นตอน เช่น เปิดอีเมล คลิกลิงก์ หรือสั่งซื้อ และสรุปออกมาเป็นรายงานที่ใช้งานได้ทันที ทีมการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาทำ A/B Testing ปรับข้อความ เลือกเวลาส่ง หรือจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อให้แคมเปญครั้งต่อไปมีความแม่นยำยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงกับ Customer Journey ได้ลื่นไหลกว่าเดิม

          เมื่อรวมทั้งสามประเด็นเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ว่า Marketing Automation ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่มีคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างการรับรู้ไปจนถึงการรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาว

          ทำไม Marketing Automation จึงเป็นหัวใจของ Customers Journey ที่มีประสิทธิภาพ

          ในยุคที่ลูกค้ามีอำนาจในการเลือกสูงขึ้น และคาดหวังประสบการณ์ที่ราบรื่นจากทุกช่องทาง แบรนด์ที่สามารถเข้าใจและตอบสนองได้อย่างแม่นยำในแต่ละช่วงของ Customer Journey จะมีความได้เปรียบอย่างมาก การสื่อสารที่ “ตรงคน ตรงเวลา และตรงช่องทาง” ไม่เพียงช่วยสร้างความสนใจในช่วงแรกของการรับรู้แบรนด์เท่านั้น แต่ยังช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นในระยะยาว

          Marketing Automation เข้ามาเติมเต็มบทบาทนี้อย่างเป็นระบบ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกเบื้องหลังที่ประมวลผลข้อมูลลูกค้าจากหลากหลาย Touchpoint แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล เช่น การแนะนำสินค้าที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อเดิม การส่งข้อความต้อนรับที่สื่อสารอย่างเป็นมิตร หรือแม้แต่การแจ้งเตือนเมื่อมีโปรโมชั่นที่ตรงความสนใจของลูกค้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม

          การมีระบบที่ช่วยบริหารกระบวนการเหล่านี้แบบอัตโนมัติ ไม่เพียงช่วยลดภาระของทีมงาน แต่ยังช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงานแบบแมนนวล ขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกจุดสัมผัสของลูกค้ากับแบรนด์ “สื่อสารด้วยเสียงเดียวกัน” (consistent messaging) ไม่ว่าจะผ่านอีเมล แชท โซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่หน้าร้านจริง

          นอกจากนี้ Marketing Automation ยังทำให้แบรนด์สามารถวัดผลและประเมินความสำเร็จในแต่ละขั้นของ Customer Journey ได้แบบเรียลไทม์ แบรนด์จึงสามารถปรับปรุงกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุน และตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างทันเหตุการณ์

          ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า Marketing Automation ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับ “การส่งข้อความอัตโนมัติ” แต่คือแกนกลางของการออกแบบประสบการณ์ลูกค้าในโลกที่ทุกการคลิก ทุกการเปิดอีเมล หรือทุกการสั่งซื้อ ล้วนมีความหมายต่อภาพรวมของธุรกิจ และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับการวางแผน Customer Journey อย่างมีกลยุทธ์ ก็จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

          ขับเคลื่อน Customers Journey ด้วยระบบจาก Connect X

          Marketing Automation ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือเครื่องมือสำคัญที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องมี หากต้องการบริหาร Customers Journey ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยืดหยุ่น เมื่อระบบสามารถทำหน้าที่แทนในเรื่องที่ซ้ำซ้อน ส่งข้อความได้ตรงจุด และวิเคราะห์ผลได้แบบเรียลไทม์ ธุรกิจจะมีเวลาและทรัพยากรเหลือพอในการโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ลูกค้า”

          ที่ Connect X เราเข้าใจดีว่าเส้นทางของลูกค้าไม่ใช่เรื่องง่าย การบริหารจัดการหลายช่องทางให้เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ จำเป็นต้องอาศัยทั้งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและทีมที่มีความเข้าใจในระบบอย่างแท้จริง เราจึงพัฒนาโซลูชันด้าน Marketing Automation ที่ผสานกับระบบ CRM, CDP และ Social Chats ได้อย่างลงตัว พร้อมให้ธุรกิจของคุณขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ

          หากคุณกำลังมองหาวิธีบริหาร Customer Journey ที่ไม่ใช่แค่ “ตามทัน” แต่ “นำหน้า” คู่แข่ง Connect X พร้อมให้คำปรึกษาและเดินไปกับคุณในทุกจุดสัมผัสของลูกค้าอย่างแท้จริง

          ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

          *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

            Yearly Budget

            How do you know us?

            5 วิธีเลือกระบบ Customer Relationship Management CRM ให้ปังที่สุด

            CRM-Customer-Relationship- Management

            เจ้าของแบรนด์มือใหม่ที่อยากยกระดับการให้บริการจะเลือกระบบ Customer Relationship Management CRM ให้เหมาะสมได้อย่างไร? Connect X จะมาบอกให้รู้เอง!

            การให้บริการและการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจยุคนี้เพื่อให้ “อยู่รอด” เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันล้วนต้องการการบริการที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งนั้น หากแบรนด์ไหนที่ไม่สามารถให้บริการได้ดีเท่าที่ลูกค้าคาดหวัง ก็อาจจะต้องยุติธุรกิจลงเลยก็เป็นได้

            ในการบริหารความสัมพันธ์และให้บริการลูกค้านั้น แบรนด์จำเป็นต้องมีการ “จัดเก็บ” ข้อมูลและการ “จัดการ” ที่เหมาะสม ระบบ Customer Relationship Management (CRM) และกระบวนการ CRM จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหาร จัดการข้อมูลลูกค้า และยกระดับการบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่คำถามสำคัญคือเลือกระบบ CRM อย่างไร? ในบทความนี้ Connect X จะมาบอก 5 วิธีเลือกระบบ CRM ให้เจ้าของธุรกิจมือใหม่ได้ทราบกัน

            5 วิธีเลือกระบบ Customer Relationship Management

            หนึ่งในปัญหาหลักๆ ของแบรนด์เมื่อนำระบบ CRM เข้ามาใช้ในธุรกิจคือ พบว่าระบบไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่เท่าที่คิด ทั้งๆ ที่ลงทุนไปแล้วแต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนกลับมา เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนคงไม่ต้องการให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นการคัดเลือกระบบ Customer Relationship Management จึงเป็นขั้นตอนที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด

            1. เริ่มจากคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ

            ก่อนจะเลือกระบบ CRM คุณควรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ตัวเองว่า “เราเป็นใคร” และ “เราต้องการอะไร” เพราะแต่ละธุรกิจมีบริบทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระบบ CRM ที่เหมาะกับร้านอาหารอาจไม่ตอบโจทย์ธุรกิจขายของออนไลน์ หรือบริการ B2B ขนาดใหญ่ก็อาจต้องการฟีเจอร์ที่ซับซ้อนกว่าร้านค้า B2C ขนาดเล็ก ดังนั้นคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนมีดังนี้:

            • ธุรกิจของเราเป็น B2B หรือ B2C?
            • ทีมขายของเราทำงานผ่านช่องทางไหนบ้าง เช่น LINE OA, โทรศัพท์, อีเมล หรือหน้าร้าน?
            • มีทีมขายกี่คน และมีความสามารถด้านเทคโนโลยีแค่ไหน?
            • ข้อมูลลูกค้าแบบใดที่เราจำเป็นต้องเก็บ เช่น ประวัติการซื้อ ความสนใจ หรือพฤติกรรมการใช้งาน?
            • กระบวนการขายของเรามีกี่ขั้นตอน และใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง?

            คำตอบเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าระบบ CRM แบบไหนควรเลือก เช่น หากทีมงานยังไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี อาจต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย และมีการเทรนนิ่งชัดเจนอย่าง Connect X CRM

            2. ลิสต์ความต้องการจากระบบ Customer Relationship Management CRM

            หลังจากเข้าใจธุรกิจของตัวเองแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเขียนรายการความต้องการจากระบบ CRM ให้ชัดเจนที่สุด เพราะ CRM ในตลาดมีมากมายหลากหลายเจ้า บางระบบเด่นด้านการเก็บข้อมูล บางระบบเด่นด้านการวิเคราะห์ หรือบางระบบออกแบบมาเพื่อการตลาดโดยเฉพาะ การมีลิสต์ที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณกรองตัวเลือกได้ง่ายขึ้น เช่น

            • ต้องการให้เชื่อมกับ Facebook, LINE OA, Shopee หรือระบบ POS ได้หรือไม่?
            • ระบบต้องมีแดชบอร์ดแบบ Real-Time หรือไม่?
            • ต้องการระบบ Marketing Automation ที่ส่งอีเมลหรือข้อความอัตโนมัติตามพฤติกรรมลูกค้าหรือเปล่า?
            • อยากให้มีระบบ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าไหม?
            • ระบบต้องรองรับทีมงานหลายคนพร้อมกันหรือเปล่า?

            สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณไม่ตกหลุมพรางของ CRM ที่มีฟีเจอร์มากเกินไปแต่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ และยังช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้ด้วย

            3. ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน

            ความง่ายในการใช้งานเป็นหัวใจของระบบ CRM ที่ดี เพราะต่อให้ระบบจะมีความสามารถมากมายขนาดไหน ถ้าใช้งานจริงแล้วพนักงานสับสน ใช้ไม่เป็น หรือเสียเวลาในการอบรมมากเกินไป ก็จะกลายเป็นภาระมากกว่าประโยชน์ ควรพิจารณาดังนี้:

            • ระบบมีอินเทอร์เฟซเป็นมิตรต่อผู้ใช้ (User Friendly) หรือไม่?
            • มีภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษที่ทีมงานเข้าใจได้ง่ายไหม?
            • รองรับการใช้งานผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตหรือไม่?
            • สามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอื่นได้ไหม เช่น เชื่อมกับอีเมลอัตโนมัติ หรือ LINE OA แบบไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มไปมา?

            Connect X CRM ถูกออกแบบมาให้คนไทยใช้งานได้ง่าย มีการแสดงข้อมูลที่เข้าใจได้ทันที ลดเวลาในการเทรนนิ่ง และช่วยให้ทีมงานโฟกัสกับการดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่

            4. ทดลองใช้หรือขอ DEMO จากผู้ให้บริการ

            อีกหนึ่งข้อที่ห้ามมองข้ามคือ “การทดลองใช้ระบบจริง” หรืออย่างน้อยก็ขอให้ผู้ให้บริการจัด Demo ให้ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของระบบก่อน ว่าฟีเจอร์ต่างๆ ทำงานอย่างไร และตรงกับความต้องการของทีมงานหรือไม่ บางระบบเปิดให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน หรือ 30 วัน ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะให้ทีมทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจจริง

            หากเป็นระบบที่ไม่ได้เปิดให้ทดลองใช้งานทันที คุณสามารถติดต่อทีมขายเพื่อขอ Demo หรือจัดประชุมอธิบายการใช้งาน ซึ่ง Connect X มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมนำเสนอและแนะนำระบบแบบเจาะลึกให้เข้าใจง่ายที่สุด

            5. การบริการหลังการขายก็สำคัญไม่แพ้ระบบ

            ถึงแม้ว่าระบบจะดีเพียงใด แต่ถ้าคุณไม่มีทีมสนับสนุนที่ไว้ใจได้ การใช้งานในระยะยาวก็อาจติดขัดได้ตลอดเวลา ผู้ให้บริการที่ดีควรมีศูนย์ช่วยเหลือลูกค้า (Customer Support) ที่เข้าถึงได้ง่าย มีช่องทางติดต่อหลากหลาย เช่น โทรศัพท์ อีเมล หรือแชตไลฟ์ และมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาเดียวกับคุณ พร้อมแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

            นอกจากนี้ ควรตรวจสอบว่า มีการจัดเทรนนิ่งเบื้องต้นให้หรือไม่? มีคู่มือหรือวิดีโอการใช้งานหรือเปล่า? และมีทีม Customer Success ที่ติดตามการใช้งานหลังจากติดตั้งหรือไม่? Connect X CRM มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดปัญหาเมื่อไร ก็จะมีคนช่วยเหลืออยู่เสมอ

            Connect X ขอแนะนำว่า หลังจากตัดสินใจเลือกระบบได้แล้ว ควรวางแผนวันติดตั้งอย่างชัดเจน โดยเริ่มจากการกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระบบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินงานประจำวันของทีมขายหรือทีมบริการลูกค้า จากนั้นควรเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้พร้อมล่วงหน้า เช่น รายชื่อลูกค้า รายการสินค้า หรือข้อมูลการติดต่อสำคัญ เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบระเบียบ

            นอกจากนี้ อย่าลืมจัดการอบรมหรือเวิร์กชอปให้กับทีมงาน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจวิธีใช้งานระบบ ตั้งแต่การบันทึกข้อมูลลูกค้า การติดตามสถานะการขาย ไปจนถึงการใช้ฟีเจอร์การวิเคราะห์หรือระบบอัตโนมัติต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการเตรียมความพร้อมของทีม คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การใช้งาน CRM เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุด และยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการขายและการดูแลลูกค้าในระยะยาว

            ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

            *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

              Yearly Budget

              How do you know us?

              First Party Data คืออะไร ?

              First-Party-Data

              ConnectX พาไปทำความรู้จักกับ First Party Data ว่าทำไมถึงมีสำคัญในยุคปัจจุบันและทุกๆองค์กรควรมีเป็นของตัวเอง

              First party data ก็คือ ข้อมูลที่คุณรวบรวมโดยตรงจากลูกค้า ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และผู้ใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ ตามการโต้ตอบจริงของพวกเขากับธุรกิจของคุณผ่านจุดติดต่อต่างๆมากมาย (Touchpoint) ทั้งในอดีตและแบบเรียลไทม์ โดยสรุปแล้วสิ่งนี้ คือข้อมูลที่คุณรวบรวมด้วยความยินยอมของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ (Consent)

              “76% ของผู้บริโภคมีความพึงพอใจที่จะมอบข้อมูล (Consent) ให้กับธุรกิจเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าไปทำการ Personalize Marketing”

              ข้อมูลจาก First-party data ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างเนื้อหาที่มีความเป็น Personalize ได้สูงเป็นพิเศษรวมถึงการโฆษณาและที่สำคัญที่สุดคือประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อผู้ใช้แต่ละราย เนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลที่แม่นยำที่สุดซึ่งคุณสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าได้ (เช่น สิ่งที่ลูกค้าสนใจ ปัญหาอะไรที่พวกเขากำลังเผชิญ ความต้องการและความชอบของพวกเขาคืออะไร) อย่างไรก็ตาม การรวบรวมข้อมูลและการดำเนินการที่ทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจหรือตรงกับจริตของลูกค้าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคุณมีกลไกและการปรับแต่งในเว็บไซต์ของคุณที่ตรงกับลูกค้าในขณะนั้นเพื่อถามพวกเขาว่าพวกเขาต้องการอะไรและพึงพอใจกับสิ่งใด

              ในอดีต เราได้พูดคุยกันว่าประสบการณ์ของลูกค้าได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดและรักษาลูกค้าไว้ได้อย่างไร และข้อมูลของบุคคลที่หนึ่ง  เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องมือสร้างประสบการณ์นั้น ในขณะที่ผู้บริโภคลังเลใจเกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลในอดีต แต่ 76% ในปัจจุบันยินดีที่จะมอบข้อมูลนั้นให้กับธุรกิจเพื่อแลกกับประสบการณ์ ข้อเสนอ และผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ทั้งเจ้าของธุรกิจและตัวลูกค้า

              “ช่องทางการสื่อสารแบบเปิดระหว่างลูกค้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์จะต้องทำภายในช่วงเวลาและตามเงื่อนไขที่ถูกต้องและเหมาะสมเพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการรวบรวมและควบคุมข้อมูลบุคคลที่หนึ่ง แต่การที่จะสร้าง Value ให้กับผลิตภัณฑ์จะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณเปิดใช้งานช่องทางการมีส่วนร่วมนั้นตลอด Journey ของลูกค้าทั้งหมด” – Anna Griffin ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Intercom

              ประสบการณ์การซื้อของลูกค้าในปัจจุบันไม่ใช่เป็นเส้นตรงแบบในอดีตอีกต่อไป ในปัจจุบันลูกค้าสามารถที่จะเจอประสบการณ์การซื้อได้จากหลากหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นทาง Website, Social หรือผ่านทาง E-commerce ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจจะสอบถามข้อมูลผ่านทาง Social platform มีการคุยพูดคุยสอบถามรายละเอียดสินค้าแต่สุดท้ายแล้วลูกค้าซื้อของและชำระเงินผ่าน E-commece นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า CDP (Customer data platform) การผสานรวมข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่างๆให้มาอยู่ในที่ที่เดียว ซึ่งหมายความว่าบริบทของลูกค้าจะถูกติดตาม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดในเส้นทางของลูกค้าหรือกำลังพูดคุยกับใคร แบรนด์พยายามทุกวิถีทางเพื่อนำเสนอประสบการณ์แบบ Omni-channel ที่ไร้รอยต่อ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจทางธุรกิจ (Senior) ประมาณครึ่งหนึ่งกล่าวว่าแบรนด์ของตนไม่มีความสามารถถ่ายทอดบริบท (Journey) ผ่านช่องทางต่างๆ นี่เป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากประมาณ 85% ของผู้ตอบแบบสำรวจทางธุรกิจยังระบุด้วยว่าลูกค้าของพวกเขาต้องการให้บริบทของพวกเขาติดตามจากช่องทางหนึ่งไปอีกช่องทางหนึ่งเพื่อประสบการณ์แบรนด์ที่ราบรื่น ดังนั้น การนำแหล่งข้อมูลมารวมกันในที่ที่เดียวช่วยให้ทีมของคุณสามารถโต้ตอบกับลูกค้าในลักษณะที่ยังคงตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

              ปัญหาของข้อมูล Third-party ในยุคปัจจุบัน

              ข้อมูล Third-party คือ ข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาจากข้อมูล aggregators เป็นข้อมูลที่ซื้อจากแหล่งภายนอกที่ไม่ใช่ผู้รวบรวมข้อมูลดั้งเดิมของข้อมูลนั้น แต่ซื้อจากผู้รวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ที่ดึงมาจากแพลตฟอร์มและเว็บไซต์อื่นๆ ที่สร้างขึ้น ผู้รวบรวมเหล่านี้จ่ายเงินให้ผู้เผยแพร่และเจ้าของข้อมูลอื่นๆ

              แต่ปัญหาของมันอยู่ที่ปัจจุบัน ข้อมูลที่ได้มามีเยอะเกินทำให้ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรจะเป็นบวกกับในประเทศไทยเรามีการบังคับใช้กฏหมาย PDPA ซึ่งทำให้ยากต่อการจัดเก็บข้อมูลยิ่งขึ้นไปอีก

              ก่อนจะจากกันไปขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ว่าในปัจจุบันทุกๆธุรกิจควรที่จะเริ่มรีบเก็บข้อมูล First-party เป็นของตัวเองได้แล้ว ใครที่มีข้อมูลเยอะก็จะยิ่งได้เปรียบเยอะในการแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบันเนื่องจากข้อมูลไม่สามารถที่จะตามเก็บย้อนหลังได้ ดังนั้นถ้าธุรกิจไหนยิ่งมีข้อมูลของลูกค้าเยอะก็จะได้เปรียบในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

              ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

              *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

                Yearly Budget

                How do you know us?

                GDPR ต่างจาก PDPA อย่างไร? กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลที่แบรนด์ไทยต้องรู้

                GDPR-PDPA

                เจ้าของธุรกิจออนไลน์ทุกท่านอาจเคยได้ยินหรือทราบถึง PDPA ซึ่งคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ถูกบังคับใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่เกิดขึ้นเพื่อตอบรับการเติบโตของเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดเก็บข้อมูลในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังเกิดคำถามว่า “PDPA กับ GDPR ต่างกันอย่างไร?” และแบรนด์ไทยจำเป็นต้องรู้เรื่อง GDPR หรือไม่?

                ในบทความนี้ Connect X จะพาเจ้าของธุรกิจทุกท่านไปรู้จักกับ PDPA อย่างละเอียด พร้อมอธิบายความสัมพันธ์กับ GDPR เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามกฎหมาย

                กฎหมาย PDPA คืออะไร?

                PDPA (Personal Data Protection Act) คือกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครอง “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมีชื่อภาษาไทยว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562” ซึ่งได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 และเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565

                PDPA เป็นกฎหมายที่แบรนด์ไทยทุกแห่งต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่เพียงแต่มีผลบังคับใช้กับข้อมูลออนไลน์ แต่ยังครอบคลุมถึงข้อมูลออฟไลน์ เช่น การเก็บข้อมูลลูกค้าผ่านใบสมัคร การจดบันทึก หรือแม้แต่การใช้กล้องวงจรปิดในพื้นที่ขององค์กร

                PDPA ครอบคลุมข้อมูลด้านใดบ้าง?

                กฎหมาย PDPA เป็นกฎหมายที่มาพร้อมกับการก้าวหน้าของเทคโนโลยีสื่อสาร ซึ่งแน่นอนว่าครอบคลุมข้อมูลบนสื่อออนไลน์ เช่น การเก็บข้อมูลผ่านระบบ CRM ไปจนถึงข้อมูลออฟไลน์อย่างการจดบันทึกอีกด้วย ทั้งยังเป็นกฎหมายที่ป้องกันการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Violation) แบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมล รูปภาพใบหน้า ข้อมูลเสียง ลายนิ้วมือ ฯลฯ

                ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ PDPA นั้นครอบคลุมไปถึง Sensitive Data หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย อาทิ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความเห็นทางการเมือง ความเชื่อ ลัทธิ ศาสนา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลทางด้านสุขภาพ ข้อมูลทางพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ Cookies ID หรือ Device ID

                จะเห็นได้ว่า PDPA นั้นครอบคลุมข้อมูลของผู้บริโภคแบบรอบด้านเลยทีเดียว ซึ่งการที่นิติบุคคล กิจการ หรือแบรนด์ต่างๆ จะเก็บรวบรวมข้อมูลได้นั้น ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสียก่อน

                GDPR มีข้อแตกต่างอย่างไร?

                กฎหมาย GDPR นั้นย่อมาจาก General Data Protection Regulation ที่จริงๆ แล้วอาจไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมากนัก เนื่องจากเป็นข้อบังคับในกฎหมายของสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) จะคุ้มครองข้อมูลของส่วนบุคคลของประชากรในสหภาพยุโรปและบุคคลสัญชาติยุโรปที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ และได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 เป็นที่เรียบร้อย หากท่านมีกิจการระหว่างประเทศ (International Business) อยู่ในสหภาพยุโรป ก็ควรพึงปฏิบัติตามข้อกฎหมายนี้ด้วย

                GDPR ในยุโรปนั้นได้ถูกร่างและบังคับใช้มาก่อน PDPR ของไทย หรือพูดในอีกนัยหนึ่งว่า GDPR เป็นต้นแบบของ PDPR ก็ว่าได้ และมีข้อกำหนดที่มากกว่าด้วย แต่ในไม่ช้า พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้จะมีการร่างข้อบังคับเพิ่มเติมและประกาศใช้ภายหลัง เจ้าของธุรกิจทุกท่านควรศึกษาและปรับธุรกิจให้อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้

                ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อมีกฎหมาย PDPA และ GDPR?

                สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการและแบรนด์ควรให้ความสำคัญคือ การสร้าง Privacy Policy หรือนโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อ “แจ้ง” รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เก็บข้อมูลอะไร ใช้ทำอะไร ลบข้อมูลเมื่อใด เป็นต้น

                นอกเหนือจากนั้น ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2565 พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนี้ จะมีการบังคับใช้ให้ผู้ที่เก็บรวบรวมข้อมูลต้องทำ Privacy Policy ด้วยนั่นเอง เพื่อเป็นการป้องกันการถูกฟ้องร้อง แบรนด์ควรขอความยินยอมในการเก็บข้อมูล การใช้หรือการเปิดเผยข้อมูลเสียก่อน หรือที่เรียกว่า Consent Management นั่นเอง

                การใช้ระบบเก็บข้อมูลอย่างระบบ CRM หรือ ระบบ CDP ที่ได้มาตรฐานและสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการทุกท่าน

                ดังนั้นการบริหารข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์โดยตรง และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะหากไม่มี “ข้อมูล” แล้ว การทำการตลาด เช่น Personalized Marketing หรือ Remarketing จะเป็นไปไม่ได้เลย

                บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม PDPA

                การละเมิดกฎหมาย PDPA ไม่ใช่เพียงแค่การกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง ซึ่งอาจสร้างผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจทั้งในด้านการดำเนินงานและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยบทลงโทษของ PDPA แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ โทษทางแพ่ง โทษทางอาญา และโทษทางปกครอง

                1. โทษทางแพ่ง
                หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้รับความเสียหายจากการกระทำที่ละเมิด PDPA พวกเขาสามารถยื่นฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลได้โดยตรง และศาลมีอำนาจในการพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติม โดยอาจสั่งให้ชดใช้สูงสุดถึงสองเท่าของมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับระดับของความเสียหายและพฤติการณ์แห่งคดี

                2. โทษทางอาญา
                ในกรณีที่มีการละเมิด PDPA โดยเจตนา เช่น การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษทางอาญา ซึ่งรวมถึงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับระดับของความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของข้อมูล

                3. โทษทางปกครอง
                คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีอำนาจในการกำหนดโทษทางปกครองกับหน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตาม PDPA ได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งรวมถึงการสั่งปรับทางปกครองเป็นจำนวนเงินสูงสุดไม่เกินห้าล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการยังสามารถสั่งระงับการเก็บ รวบรวม หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้ทันที และในบางกรณีอาจกำหนดให้ดำเนินมาตรการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดด้วย

                แน่นอนว่าไม่มีผู้ประกอบการท่านไหนต้องการที่จะเสียค่าปรับหรือจำคุก การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่เหมาะสมและการเข้าใจขอบเขตในการเข้าถึงข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทุกครั้ง ไม่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว

                หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดของ PDPA Connect X พร้อมช่วยคุณวางระบบที่สอดคล้องกับกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดการความยินยอม การจัดเก็บ และการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นใจและยั่งยืนในยุคดิจิทัล

                ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

                *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

                  Yearly Budget

                  How do you know us?

                  ทำไมธุรกิจ SME ขนาดเล็กถึงควรมีระบบ CRM Platforms ติดตัว?

                  SME-CRM-Platforms

                  ในยุคที่การแข่งขันด้านการตลาดและการขายเข้มข้นมากกว่าที่เคย ธุรกิจ SME ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงจึงไม่สามารถพึ่งพาแค่สินค้าและบริการที่ดีได้อีกต่อไป สิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น ก็คือ ระบบ CRM Platforms หรือ Customer Relationship Management ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งช่วยบริหารความสัมพันธ์ในทุกๆ จุดที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์

                  เพราะ “ลูกค้า” คือหัวใจของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือใหญ่ ทำตลาดแบบ B2B หรือ B2C ต่างก็ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น มีพฤติกรรมที่ซับซ้อนและคาดหวังประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น ระบบ CRM จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าใจและติดตามลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของพฤติกรรม ความต้องการ และศักยภาพในการซื้อซ้ำ

                  อย่างไรก็ตาม สำหรับเจ้าของกิจการ SME ที่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เวลา หรือทรัพยากร อาจเกิดคำถามตามมาว่า การลงทุนในระบบ CRM จะคุ้มค่าหรือไม่ และจะให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งความจริงแล้ว ระบบ CRM ไม่ได้มีไว้เพื่อธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น หากเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ก็สามารถช่วยเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าให้กลายเป็นโอกาสทางการขายได้ไม่ยาก

                  ในบทความนี้ Connect X จะพาคุณไปสำรวจข้อดีต่างๆ ของระบบ CRM ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SME โดยเฉพาะ พร้อมอธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่า ทำไมธุรกิจที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก จึงควรมีระบบนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของการเติบโตในยุคดิจิทัล

                  ระบบ CRM Platforms เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้า

                  ทุกธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนล้วนเข้าใจดีว่า “ลูกค้า” ไม่ได้เป็นแค่คนที่ซื้อของเพียงครั้งเดียว แต่คือคนที่อาจกลับมาซื้อซ้ำ บอกต่อ และกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้แบรนด์ ดังนั้นการดูแลลูกค้าจึงต้องลึกไปกว่าการขายสินค้า ระบบ CRM หรือ Customer Relationship Management จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อเป็นผู้ช่วยมือขวาในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าอย่างมีระบบ

                  โดยพื้นฐานแล้ว ระบบ CRM คือซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อรวบรวม จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Instagram, LINE หรือแม้แต่เว็บไซต์ของธุรกิจเอง ทุกการคลิก การซื้อ หรือการกรอกฟอร์มสมัคร ล้วนสามารถกลายเป็นข้อมูลอันมีค่า ที่จะถูกดึงมาใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น หากระบบตรวจพบว่าลูกค้าคนหนึ่งมักซื้อสินค้าช่วงปลายเดือน แบรนด์ก็สามารถส่งโปรโมชั่นเฉพาะบุคคลให้ตรงเวลา หรือแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาสนใจได้อย่างแม่นยำ

                  ข้อดีของ CRM ไม่ได้มีเพียงแค่การเก็บข้อมูล แต่ยังสามารถช่วยวิเคราะห์และต่อยอดกิจกรรมทางการตลาดได้อย่างชาญฉลาด เปลี่ยนการสื่อสารแบบกว้างๆ ให้กลายเป็นข้อความที่ “พูดกับลูกค้าแต่ละคนโดยตรง” ซึ่งสิ่งนี้คือหัวใจของการทำ Personalized Marketing ที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจในตัวเขา ไม่ได้มองเขาแค่ตัวเลขยอดขาย และเมื่อลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีต่อเนื่อง ความพึงพอใจและความภักดีต่อแบรนด์ก็จะเพิ่มขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ

                  จากสถิติที่น่าสนใจของ Salesforce ระบุว่า การใช้ระบบ CRM อย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากถึง 29% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจ SME ที่ต้องการเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องขยายทีมการตลาดหรือทุ่มงบประมาณมหาศาล

                  แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลลูกค้าต้องกระทำภายใต้กรอบของกฎหมายความเป็นส่วนตัว เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการทำตลาด เพราะแม้การใช้ข้อมูลจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ แต่หากละเลยเรื่องความถูกต้องตามกฎหมาย ก็อาจกลายเป็นปัญหาในระยะยาว ดังนั้นระบบ CRM ที่ดีควรมีฟีเจอร์รองรับการจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA ด้วยเช่นกัน

                  ข้อดีของระบบ CRM Platforms ที่ธุรกิจ SME ไม่ควรมองข้าม

                  ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจดุเดือดขึ้นทุกวัน ธุรกิจ SME จำเป็นต้องยกระดับการให้บริการลูกค้า เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งระบบ CRM หรือ Customer Relationship Management คือหนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ในจุดนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีข้อดีที่โดดเด่นดังต่อไปนี้

                  1. รวมศูนย์ข้อมูลลูกค้าไว้ในที่เดียว

                  หลายธุรกิจยังคงจัดเก็บข้อมูลลูกค้าแบบกระจัดกระจาย บ้างอยู่ในไฟล์ของแอดมิน บ้างอยู่กับเซลล์ ทำให้การเข้าถึงและใช้ข้อมูลกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก เสี่ยงต่อความผิดพลาดและการสูญหายของข้อมูล ระบบ CRM เข้ามาช่วยรวบรวมข้อมูลจากทุก Touch Point ไว้ในศูนย์กลางเดียว ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ ช่องทางโซเชียล หรือข้อมูลจากการลงทะเบียนของลูกค้า ช่วยให้ทีมงานทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและแม่นยำ

                  2. ติดตามสถานะลูกค้าได้แบบเรียลไทม์

                  ด้วยระบบที่จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ธุรกิจสามารถติดตามสถานะของลูกค้าแต่ละรายได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเก่า ลูกค้าที่กำลังพิจารณาสินค้า หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการต่อรอง ทีมขายจึงสามารถวางแผนการติดต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น

                  3. สร้างแคมเปญการตลาดได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

                  ข้อมูลที่ได้จาก CRM ไม่เพียงแต่บอกว่าใครคือลูกค้า แต่ยังเผยให้เห็นถึงพฤติกรรม ความสนใจ และความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าแต่ละราย สิ่งนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถออกแบบแคมเปญการตลาดที่ตรงจุด ส่งโปรโมชันหรือข้อเสนอที่เหมาะสมไปยังลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อจริงๆ ซึ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจ SME ที่มีงบประมาณจำกัด

                  4. ลดต้นทุนในระยะยาว

                  ระบบ CRM ช่วยลดความสิ้นเปลืองจากการทำการตลาดแบบหว่านแห เพราะสามารถโฟกัสไปที่ลูกค้ากลุ่มที่มีโอกาสซื้อจริง ไม่เพียงเท่านั้น ยังช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องทุ่มงบโฆษณาใหม่อยู่ตลอดเวลา

                  5. ยกระดับการบริการลูกค้าแบบใกล้ชิด

                  ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า เช่น อายุ ความสนใจ หรือประวัติการซื้อ สามารถนำมาใช้สร้างประสบการณ์ที่ตรงใจ สร้างความรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและใส่ใจ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลอย่างพิเศษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Brand Loyalty และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปากที่มีพลังมากที่สุดในการตลาด

                  ระบบ CRM ที่ดีต้องมาคู่กับระบบ CDP

                  คำว่า CRM อาจเป็นศัพท์ที่ใช้อย่างแพร่หลายจนหลายๆ คนเริ่มชิน และมองว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่รวมทุกสิ่ง แต่นี่อาจเป็นความเชื่อที่ผิดไป เพราะแม้ระบบ CRM จะสามารถเก็บข้อมูลได้ดี แต่ยังคงต้องการอาศัยบุคคลในการนำข้อมูลเหล่านั้นไปต่อยอด ในหลายกรณี หลายธุรกิจจึงไม่สามารถทำการตลาดได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นการนำ CDP (Customer Data Platform) ที่มีการทำงานร่วมกับ CRM เข้ามาปรับใช้กับธุรกิจจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในหลายๆ แง่มุม

                  ยกตัวอย่าง Connect X ที่เป็นทั้งแพลตฟอร์ม CDP และ Marketing Automation ที่มีฟังก์ชันหลากหลาย สามารถช่วยสนับสนุนธุรกิจ SME ได้มากกว่า เช่น

                  • 360° Customer Insights – รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลลูกค้าได้แบบ 360 องศา ไม่ว่าจะติดต่อมาทาง Facebook Messenger, LINE หรืออื่นๆ ระบบจะจัดการข้อมูลอย่างชาญฉลาด คาดการณ์พฤติกรรมหรือความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคลได้
                  • Omni Channel – รวมทุกช่องทางการแชท การติดต่อที่เกิดขึ้นไว้บนแพลตฟอร์ม รวมไปถึงระบบ API ต่างๆ ทีมขายจึงสามารถประสานงานได้แบบไร้รอยต่อ ทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไม่มีสะดุด
                  • ระบบ AI ช่วยสนับสนุน – Connect X มีระบบ AI สุดฉลาดที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ทำนายและจัดอันดับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นลูกค้า (Predictive Lead Scoring) พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ ตอบโจทย์การสื่อสารด้านการตลาดอย่างแม่นยำกว่าเดิม
                  • Marketing Automation – ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้แบบ Real-Time ช่วยยิงโฆษณาที่ตรงใจลูกค้า ในเวลาที่ใช่ ผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด

                  นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์อีกเพียบที่สามารถสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ SME ท่ามกลางยุคแห่งการแข่งขันทางตลาดที่ดุเดือดนี้ได้

                  พูดได้เต็มปากเลยว่าหากธุรกิจ SME มีระบบ CRM ที่ดี มีฟีเจอร์และฟังก์ชันครบครัน ก็สามารถยกระดับธุรกิจเล็กๆ ให้เติบโตอย่างมั่นคง แข่งขันในตลาดได้อย่างมีชั้นเชิง และมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดของตัวเองได้ไม่ยาก เพราะ CRM ที่ดีไม่ใช่แค่เครื่องมือจัดเก็บข้อมูล แต่คือหัวใจสำคัญของการเข้าใจลูกค้า สื่อสารได้ตรงจุด และสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจอย่างยั่งยืน

                  ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

                  *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

                    Yearly Budget

                    How do you know us?

                    Email Marketing ตัวอย่าง 5 เทคนิคจากแบรนด์ดังระดับโลก

                    Connect X ขอเผยเคล็ดลับกับ 5 เทคนิค Email Marketing ตัวอย่าง ของแบรนด์ดังระดับโลกที่รับรองว่าเวิร์คสุดๆ ให้เหล่านักธุรกิจนำไปปรับใช้ได้ง่ายๆ

                    หากพูดถึง Digital Marketing หลายคนอาจนึกถึงการตลาดบนสื่อโซเชียล (Social Media Marketing) มาเป็นอันดับแรกๆ เพราะเป็นช่องทางที่สามารถเพิ่มโอกาสในการซื้อขายและขยายตลาดได้สะดวกและเห็นผลไวที่สุด จึงเกิดคำถามว่า “แล้วการตลาดรูปแบบอื่น อย่าง Email Marketing ยังเหมาะสมกับการตลาดในยุคปัจจุบันอยู่หรือไม่?” เพราะหลายคนเชื่อว่าเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมน้อยกว่าสื่อโซเชียล แต่รู้หรือไม่ว่า แบรนด์ดังระดับโลกยังคงใช้ Email Marketing ในการกระตุ้นยอดขาย และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

                    Email Marketing ยังเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก เพราะข้อดีของ Email Marketing คือสามารถทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalized)  ที่ช่วยสร้างความรู้สึกพิเศษหรือ Customer Journey ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า ซึ่งธุรกิจสามารถส่งข้อความหรือข้อมูลข่าวสารซ้ำๆ (Auto Resend) ได้อย่างไม่จำกัด และส่งไปถึงเป้าหมายได้ 100% นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดไปยังการตลาดรูปแบบอื่นๆ ได้ง่ายดาย พร้อมผสานการทำงานกับระบบอื่นๆ อย่างระบบ CRM, Marketing Automation และ CDP (Customer Data Platform) ได้อีกด้วย

                    วันนี้ Connect X จะมาแนะนำ Email Marketing ตัวอย่างใช้ยังอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย 5 เทคนิคที่แบรนด์ระดับโลกใช้แล้วเวิร์คสุดๆ

                    Email Marketing คืออะไร?

                    Email Marketing หรือ “การตลาดผ่านอีเมล” นั้นมีความหมายที่ตรงตัว เป็นการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่งที่ใช้อีเมลเป็นช่องทางในการสื่อสาร โดยจะเน้นการส่งข้อมูลข่าวสาร แนะนำสินค้าและโปรโมชัน ประกาศสำคัญต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อเป็นการเพิ่มยอด Engagement สู่เว็บไซต์หรือขยายช่องทางการขายหลักของร้านได้ กล่าวคือจุดประสงค์ในการทำ Email Marketing คือการกระตุ้นยอดขายให้ลูกค้ากลับมาซื้ออีกครั้ง (Remarketing)

                    นอกเหนือจากนั้น Email Marketing ยังสามารถใช้สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้า ช่วยรักษากลุ่มลูกค้าเก่า พร้อมกับมัดใจลูกค้ารายใหม่ได้ง่ายๆ โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกลุ่มฐานลูกค้าที่ต้องการส่งอีเมลได้ ตลอดจนการทำการตลาดแบบรายบุคคล (Personalized Marketing) เพื่อแสดงความใส่ใจต่อลูกค้าแต่ละคนได้อีกด้วย

                    รวม 5 เทคนิค Email Marketing ตัวอย่าง ที่แบรนด์ระดับโลกใช้แล้วเวิร์คสุดๆ

                    1. สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

                    แบรนด์ต้องไม่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าเกิดระยะห่างขึ้น ซึ่งแบรนด์ชื่อดังอย่าง Adidas ได้มอบการบริการด้วยความใส่ใจในทุกเวลาไม่ว่าจะเป็น Welcome Email สำหรับผู้ติดตามคนใหม่ๆ โดยจะส่งอีเมลให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งผลิตภัณฑ์ที่สนใจได้ พร้อมสอบถามความพึงพอใจหลังซื้อสินค้า และส่งโปรโมชันพิเศษเฉพาะของสาขาที่ลูกค้าลงทะเบียนเอาไว้ นอกจากนี้ Adidas ยังมอบความรู้สึกพิเศษให้กับลูกค้า ด้วยการมอบโอกาสการเป็นเจ้าของรองเท้าแบบปรับแต่งได้ด้วยตัวเอง จากการสะสมแต้มเพื่อปลดล็อกสิทธิ์ดังกล่าว

                    2. สร้างความดึงดูดด้วยวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหว

                    เพราะอีเมลจะมีแค่ตัวหนังสือหรือภาพธรรมดาๆ ไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่อาจดึงความสนใจลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ลองดูตัวอย่างเทคนิคการใช้ Email Marketing ­ของแบรนด์คอมพิวเตอร์ชั้นนำอย่าง DELL เพราะไม่เพียงแค่แนบไฟล์ทั่วไปๆ เท่านั้น แต่ DELL ยังได้แนบภาพ .GIF ที่มีการเคลื่อนไหว สื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ ด้วยภาพคอมพิวเตอร์ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นแท็บเล็ต ซึ่งแคมเปญดังกล่าวช่วยเพิ่มยอดขายให้กับ DELL ได้ถึง 109% เลยทีเดียว ผลลัพธ์นี่พิสูจน์ได้ว่า การใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อความที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสาร เพิ่มความน่าดึงดูดได้อย่างรวดเร็ว และช่วยเพิ่ม Click Rate ที่นำไปสู่โอกาสในการซื้อสินค้าได้อย่างเห็นผล

                    3. ชนะใจด้วยการออกแบบที่แปลกใหม่อย่างโดนใจ

                    ปฏิเสธไม่ได้ว่าดีไซน์สวยๆ หรือสินค้าที่สะดุดตาสามารถช่วยดึงความสนใจของผู้บริโภคได้มาก แบรนด์ Dropbox ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ชื่อดัง ก็ได้ใช้การออกแบบด้วยตัวการวาดการ์ตูนน่ารักๆ พร้อมข้อความที่สื่อสารไปถึงสมาชิกได้อย่างโดนใจ เช่น

                    “Recently your Dropbox has been feeling kind of lonely :-(”

                    แปลเป็นไทยได้ว่า “ช่วงนี้ Dropbox ­ของคุณกำลังรู้สึกเหงามากเลย” พร้อมภาพกล่องที่ว่างเปล่าที่ให้ความรู้สึกเศร้าๆ และภาพกล่องที่สดใสภายในมีเอกสารอยู่ เป็นต้น ซึ่งการออกแบบที่แปลกใหม่นี้ นอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับสมาชิกแล้ว ยังสามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ในแนวทางที่ดี และสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจให้ใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

                    4. สร้างประสบการณ์แบบ Personalize อย่างเหนือชั้น

                    จุดเด่นของ Email Marketing คือสามารถทำการตลาดแบบ Personalize ได้ ซึ่งไม่เพียงแต่การใส่ชื่อของลูกค้าเข้าไปเท่านั้น แต่การลงรายละเอียดเฉพาะรายบุคคล จะช่วยสร้างความรู้สึกพิเศษได้มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ Spotify แอปพลิเคชันสตรีมมิ่งเพลงชื่อดัง ที่ในทุกสิ้นปีจะมีการส่งอีเมลสรุปสถิติการใช้งานของผู้ใช้งาน รวมถึงได้มีการรวบรวม Playlist เพลงที่ผู้ใช้งานฟังมากที่สุดประจำปีนั้นๆ ซึ่งแคมเปญดังกล่าวได้รับผลตอบรับและสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

                    5. มอบการบริการสุดพิเศษที่ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์

                    ธุรกิจการให้บริการที่พักชื่อดังอย่าง Airbnb ได้มอบบริการสุดพิเศษภายหลังจากที่ลูกค้าได้จองที่พัก หรือระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองที่ต้องการไปเที่ยว ด้วยการส่งอีเมลแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมในเมืองนั้นๆ ให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ ผสมผสานกับการแนะนำข้อมูลด้วยความใส่ใจต่อลูกค้าแบบรายบุคคล รวมทั้งหากลูกค้าได้เลือก Keyword ที่ต้องการ เช่น เลือกคำว่าโรแมนติก อีเมลที่คัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวสุดโรแมนติกก็ได้ถูกส่งให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว แคมเปญดังกล่าวทำให้ Airbnb ได้รับความเชื่อใจและเป็นที่นิยมที่เหล่าผู้ใช้บริการเลือกใช้จนกลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง

                    สำหรับ 5 เทคนิค Email Marketing ตัวอย่างที่ได้รวบรวมมาจากแบรนด์ดังทั่วโลกนี้ หากธุรกิจของคุณได้นำไปปรับใช้ ก็จะสามารถดึงจุดเด่นที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ไม่ยาก พร้อมโน้มน้าวให้กลับมาซื้อซ้ำหรือใช้บริการต่อเนื่องได้แน่นอน

                    หากใครกำลังมองหาว่าจะเริ่มต้นใช้งาน Email Marketing จากตรงไหน? ต้องมีเครื่องมืออะไร? Connect X มีบริการ CDP หรือ Customer Data Platform โปรแกรมที่ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางไว้ในที่เดียวกัน พร้อมตัวช่วยที่นักการตลาดไม่ควรพลาด ช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลเพื่อจัดทำแคมเปญ Email Marketing ส่งอีเมลไปถึงลูกค้าได้แบบรายบุคคล อีกทั้งยังสามารถตั้งค่า Customer Journey แบบ Cross Channel ได้ ทำให้สามารถส่งโปรโมชันผ่านช่องทางอื่นได้พร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น SMS, LINE หรือ Facebook เป็นต้น และนอกจากนี้ยังคงมีฟีเจอร์สุดล้ำมากมายที่เกิดมาเพื่อช่วยนักการตลาดยุคดิจิทัล

                    ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี !

                    *รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation พร้อมแนะนำ Marketing Technology (MarTech) และ CDP ที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่โดยเฉพาะ

                      Yearly Budget

                      How do you know us?